วันอังคาร, กันยายน 18, 2007

คำนำของผู้เรียบเรียง

๘๐ พระอรหันต์ คือ ประวัติพุทธสาวก ชั้นผู้ใหญ่ที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา
การศึกษาชีวประวัติของท่าน นำให้เกิดความเลื่อมใสและความนับถือ
กำหนดและจดจำวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่านมาเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินชีวิตของตน
และเมื่อความดีของพระสาวกปรากฏแล้วจะเชิดชูคุณของพระศาสดาให้ยิ่งยวดขึ้น

พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร

พระอุรุเวลกัสสปเถระ

ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แม้ท่านอุรุเวลกัสสปนี้ ก็ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ณ กรุงหงสวดี เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมกถา ของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก คิดว่าแม้เราก็ควร จะเป็นเช่นภิกษุรูปนี้ในอนาคตกาล จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน ให้ครองไตรจีวร ถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำความปรารถนา ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่า ภิกษุสาวกผู้มีบริษัท พระศาสดาทรงเห็นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ ว่า เขาจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก ในศาสนาของ พระโคดมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล แล้วเสด็จกลับไป กุลบุตรแม้นั้น กระทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์

สมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่า ปุสสะ จุติมาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ามหินทรราชา (อรรถกถาบางแห่งกล่าวว่าชื่อ ชยเสนะ ) กรุงกาสี พระราชมารดาทรงพระนามว่า สิริมา ตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรมแก่ สุรักขิตะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์ และบุตรปุโรหิต ชื่อ ธรรมเสนะ ทั้งสองดำรงอยู่ในพระอรหัตผล พระศาสดาทรงสถาปนาพระสุรักขิตะถระไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวกรูปที่ ๑ ทรงสถาปนาพระธรรมเสนะเถระไว้ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒

ในที่สุดกัปที่ ๙๒ ท่านอุรุเวลกัสสปก็บังเกิดเป็นกนิษฐภาดา (น้องชาย) ต่างมารดา ท่านยังมีน้องชายอีก ๒ องค์ (ซึ่งต่อมาก็คือ พระนทีกัสสป และ พระคยากัสสป) ฝ่ายพระเจ้ามหินทรราชา มีพระดำริว่า ลูกชายคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า ลูกคนเล็กเป็นอัครสาวก ลูกปุโรหิตเป็นทุติยสาวก พระองค์จึงทรงให้สร้างวิหาร ทรงดำรงอยู่ในรัตนะ ๓ และทรงปรารถนาจะอุปัฏฐากพระบรมศาสดา ผู้เป็นพระโอรส พร้อมหมู่พระภิกษุแต่ผู้เดียว ไม่ยอมให้ชนทั้งหลายได้มีโอกาสเช่นนั้นบ้าง จึงให้สร้างรั้วไม้ไผ่สองข้าง ปิดล้อมด้วยผ้า ตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงทวารพระราชวัง เบื้องบนรับสั่งให้ผูกพวงของหอมพวงมาลัยที่หอมฟุ้งเป็นเพดาน เสมือนประดับด้วยดาวทอง เบื้องล่างรับสั่งให้เกลี่ยทรายสีเหมือนเงินแล้ว โปรยดอกไม้ ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาตามทางนั้น แล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมหมู่ภิกษุเสด็จไปสู่พระราชมณเฑียร เพื่อกระทำภัตกิจ แล้วเสด็จกลับมายังวิหาร โดยทางเดิม มหาชนอื่น แม้จะดูก็ยังไม่ได้ดู แล้วไฉนจะได้ถวายภักษาหารและการบูชาเล่า.ทรงกระทำเช่นนี้มาตลอด ๗ ปี ๗ เดือน

ชาวพระนครคิดว่าเมื่อพระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เป็นเวลานานถึงเพียงนี้แล้ว ถึงวันนี้ พวกเราแม้เพียงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ก็ยังไม่ได้เฝ้า จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการที่จะได้ถวายภิกษา หรือกระทำการบูชา หรือฟังธรรมเล่า พระราชาทรงยึดถือว่า พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์เป็นของพระองค์เองผู้เดียว ที่ถูกแล้ว พระศาสดาเมื่อเสด็จอุบัติ ก็อุบัติเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย มิใช่อุบัติเพื่อประโยชน์เฉพาะแก่พระราชาเท่านั้นไม่

ชาวพระนครร่วมปรึกษากับพระโอรสทั้ง ๓ องค์ว่าพวกเราจะทำอุบายอย่างหนึ่ง โดยให้ชาวพระนครเหล่านั้นแต่งโจรชายแดนขึ้น แล้วส่งข่าวกราบทูลพพระเจ้ามหินทรราชาว่า หมู่บ้าน ๒ - ๓ แห่งที่อยู่ชายแดนเกิดโจรปล้น พระเจ้ามหินทรราชาจึงมีรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้ง ๓ เข้าเฝ้าแล้วรับสั่งให้พระโอรสทั้ง ๓ ออกไปโจร พระโอรสทั้ง ๓ ออกไปจัดการให้โจรสงบแล้วกลับมากราบทูลพระเจ้ามหินทรราชา

พระราชาทรงพอพระทัย ตรัสว่าและสัญญาว่าจะพระราชทานพรข้อหนึ่งให้กับพระโอรสทั้งสาม พระโอรสเหล่านั้นรับพระดำรัสแล้ว ได้ไปปรึกษากับชาวพระนครถึงเรื่องพรที่ได้รับพระราชทานมาว่า พวกเราจะเอาอะไร ชาวพระนครกล่าวว่า ทรัพย์สินเงินทองช้างม้าเป็นต้นหาได้ไม่ยาก แต่พระพุทธรัตนะหาได้ยาก ไม่เกิดขึ้นทุกกาล เราขอให้พระเจ้ามหินทรราชาทรงยอมให้ชาวพระนครได้มีโอกาสกระทำบุญแด่ พระปุสสพุทธเจ้าบ้าง พระโอรสเหล่านั้นจึงนำความนั้นขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระราชา

พระราชาเมื่อกลับคำพูดไม่ได้จึงตรัสต่อรองว่า ขอเวลาให้ท่านได้ทำบุญกับพระศาสดากับหมู่พระสงฆ์อีก ๗ ปี ๗ เดือน ชาวพระนครไม่รับ พระราชาทรงให้ลดลงอย่างนี้คือ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๖ เดือน ฯลฯ เพียงเดือนเดียว พระโอรสก็ไม่ยินยอม สุดท้ายจึงขออีก ๗ วัน พระโอรสก็ยินยอม

พระราชาทรงนำสิ่งที่เตรียมไว้ถวายพระพุทธองค์และหมู่ภิกษุ สำหรับระยะเวลา ๗ ปี ๗ เดือน มารวมกันเพื่อถวายใน ๗ วันเท่านั้น แล้วพระราชาถวายบังคม กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ชาวพระนครได้ถวายทานแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป โปรดทรงอนุเคราะห์แก่ชาวพระนครเหล่านั้นเถิด

พระราชโอรสเหล่านั้นกับชาวพระนครจึงสร้างพระวิหารมอบถวายแด่พระศาสดา ปรนนิบัติพระศาสดาในที่นั้น เมื่อจวนเข้าพรรษา พระราชโอรสเหล่านั้นจึงคิดกันว่า พวกเราจะปรนนิบัติพระศาสดาให้ยิ่งขึ้นได้อย่างไรหนอ

ครั้นแล้วจึงได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้หนักในธรรม ไม่หนักในอามิส หากพวกเราตั้งอยู่ในศีลแล้วจักเป็นที่พอพระทัยของพระศาสดาได้ ราชกุมารเหล่านั้นจึงแต่งตั้งอำมาตย์ผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้หารายได้เพื่อใช้ในการถวายทาน แต่งตั้งอำมาตย์ ผู้หนึ่งเป็นผู้รับจ่ายในการถวายทาน และแต่งตั้งอำมาตย์อีกผู้หนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อตัดกังวลในการถวายทานของพระโอรสทั้งสาม

ครั้นแล้ว ราชกุมารทั้งสาม พร้อมทั้งบริวาร ๑,๐๐๐ คน ออกบวชโดยสมาทานศีล ๑๐ ครองผ้ากาสายะ ๒ ผืน บริโภคน้ำที่สมควร ครองชีพอยู่ เขาบำรุงพระศาสดาตลอดชีวิต พระศาสดาทรงเสด็จปรินิพพานในสำนักของเขาเหล่านั้นเอง

ราชโอรสเหล่านั้นเมื่อทิวงคตแล้ว ก็วนเวียนเที่ยวตายเกิดอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลก

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร มีน้องชายสองคน ชื่อ กัสสปตามโคตรทั้งนั้น แต่ผสมนามสถานที่พำนักอาศัยอยู่ของท่านเข้าด้วยว่า นทีกัสสปะ คยากัสสปะ เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้เรียนจบไตรเพท

ท่านมีเด็กหนุ่มๆเป็นบริวารห้าร้อย ครั้นต่อมา พิจารณาเห็นลัทธิที่ตนนับถือไม่เป็นแก่นสาร จึงได้พาน้องชายสองคนพร้อมด้วยบริวารออกบวชเป็นชฎิล บำเพ็ญพรตด้วยการบูชาเพลิง คือ นักบวชจำพวกที่เกล้าผม เรียกตามโวหารสมัยนั้นว่า ฤาษี ตั้งอาศรมเรียงอยู่เป็นลำดับกัน ท่านตั้งอาศรมอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ จึงได้มีนามตามที่อยู่ของท่านว่า “อุรุเวลกัสสปะ”

ครั้นเมื่อพระบรมศาสดา ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในทิศานุทิศนั้น ๆ แล้ว พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความบริบูรณ์แห่งอุปนิสัยของชาวมคธเป็นอันมาก มีพระพุทธประสงค์จะทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้น ณ แคว้นนั้น และทรงพระพุทธดำริจะพาท่านอุรุเวลกัสสปะผู้มีอายุมากเป็นที่นับถือของมหาชนมานานตามเสด็จไปด้วย

จึงเสด็จพระพุทธดำเนินไปโดยลำพังพระองค์เดียว มุ่งตรงไปยังตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางที่เสด็จไปได้เทศนาโปรด ภัททวัคคีย์กุมาร ๓๐ คน และประทานอุปสมบทให้แล้วส่งไปประกาศพระศาสนา

พระองค์เสด็จพระพุทธดำเนินโปรดประชาชนไปโดยลำดับ เมื่อถึงตำบลอุรุเวลานิคมแล้ว ตรัสขอที่พักกับท่านอุรุเวลกัสสปะ ท่านอุรุเวลกัสสปะมิได้เต็มใจรับ ผลที่สุดเมื่อขัดไม่ได้ก็ให้ที่พัก พระองค์ได้ทรงทรมานพระอุรุเวลกัสสปะด้วยอภินิหารมีประการต่าง ๆ จนให้เห็นว่าลัทธิของตนที่ถืออยู่นั้นหาแก่นสารมิได้ จึงเกิดความสลดใจ แล้วละลัทธิเดิมเสีย พากันลอยบริขารแห่งชฎิลในแม่น้ำ ทูลขออุปสมบท พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พร้อมด้วยบริวารห้าร้อย

ครั้นกาลต่อมา เมื่อน้องชายทั้งสองพร้อมบริวารของตน ๆ ได้เข้ามาอุปสมบทในพระธรรมวินัยเหมือนกับท่านแล้ว สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้พาภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป ออกจากอุรุเวลา เสด็จไปยังตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา แล้วเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น

ครั้นทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว จึงตรัสเทศนา อาทิตตปริยายสูตร โปรด เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเทศนาอยู่ จิตของภิกษุเหล่านั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน กล่าวคือ ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุพระอรหัตต์เป็นพระขีณาสพ(ผู้สิ้นอาสวะกิเลส)

พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ พอสมควรแก่พระพุทธอัธยาศัยแล้ว พระองค์พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป เสด็จจาริกไปโดยลำดับถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่สวนตาล หนุ่มอันชื่อว่า ลัฏฐิวัน

พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธทรงทราบข่าว จึงพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารมีอาการต่าง ๆ กัน ยังไม่อ่อนน้อม ซึ่งยังไม่สมควรจะรับพระธรรมเทศนาได้ จึงตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชนเหล่านั้น ประกาศให้ทราบลัทธิเก่านั้นอันหาแก่นสารมิได้

ท่านกระทำตามรับสั่ง ทำให้ชนเหล่านั้นสิ้นความเคลือบแคลงสงสัย แล้วตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และอริยสัจสี่ ในเวลาจบเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารสิบเอ็ดส่วน ได้ดวงตาเห็นธรรม อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ครั้งนี้จัดว่าท่านได้ช่วยเป็นกำลังพระศาสนา ในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ

นอกจากนี้ท่านได้ช่วยทำกิจพระศาสนาตามสมควรแก่กำลังความสามารถ และรู้จักเอาใจบริษัท ปรากฏว่ามีบริวารถึงห้าร้อย

ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีบริวารมาก(มหาปุริสานํ) เพราะท่านมีบริวารรวมกับบริวารของชฎิลน้องชายทั้งสอง คือ พระนทีกัสสปะและคยากัสสปะถึง ๑,๐๐๐ รูป พระภิกษุเหล่านี้ไม่ยอมแยกตัวไปไหน ยังรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ตลอด ทำให้บริวารของท่านเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณ กล่าวคือ เมื่อแต่ระรูปให้บรรพชารูปละหนึ่งรูป ก็จะเป็นสมณะสองพันรูป เมื่อให้บรรพชารูปละสองรูป ก็จะเป็นสมณะสามพันรูป อย่างนี้เป็นต้น.

หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า URUVELAKASSAPA THERA

พระกังขาเรวตเถระ

ท่านพระกังขาเรวตเถระ เป็นคนมีศรัทธาในพระศาสนาเนื่องจากได้สั่งสมบารมีไว้แต่อดีตชาติ คือ ย้อนหลังไปตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระไปวิหารกับมหาชน ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ยินดีในฌาน จึงคิดว่าอยากเป็นอย่างนั้นในอนาคตบ้าง

จบเทศนาจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายเครื่องสักการะใหญ่ ๗ วัน กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นด้วยกรรมคือการกระทำกุศลอันยิ่งนี้ แต่ว่าข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌานในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนอย่างภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน

พระศาสดาตรงตรวจดูอนาคต ทรงเห็นความสำเร็จจึงพยากรณ์ว่า ในอนาคต ในที่สุดแห่งแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ จักอุบัติ ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน ในศาสนาของพระองค์ ดังนี้แล้วเสด็จกลับ

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระเรวตะมาเกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ในกรุงสาวัตถี ชื่อว่า เรวตะ

วันหนึ่งช่วงหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ประชาชนชวนกันไปสู่วัดพระเชตวัน เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา เรวตะนั้นก็ได้ไปกับประชาชนเหล่านั้นด้วย ครั้นถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของพุทธบริษัท

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุบุพพีกถา พรรณนาถึง1.ทานกถา กล่าวถึงการให้ 2. สีลกถา กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม 3. สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์ 4. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม 4. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของความออกจากกาม

เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าและขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุดังความประสงค์แล้ว ท่านอุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา

ท่านไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นพื้นฐาน เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปจนได้สำเร็จพระอรหัตผล
ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ ว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยหรือไม่ เมื่อท่านได้กัปปิยวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ตลอดเวลา

ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นกัปปิยวัตถุโดยถ่องแท้แล้ว จึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า “กังขา” ซึ่งแปลว่า “ความสงสัย” จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น “กังขาเรวตะ”

พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ เข้าสู่ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้น ไม่ได้เข้ามีน้อยมาก

ด้วยเหตุนี้พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องสรรเสริญท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฌาน(ฌายีนํ).

หมายเหตุ : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า KANKHA REVATA THERA

พระกัปปเถระ

ท่านพระกัปปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า กัปปมาณพ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล

เมื่อพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน

กัปปมาณพพร้อมกับมาณพอื่น ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ

ทูลขอโอกาสถามปัญหาและเมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว จึงทูลถามปัญหาทีละคน ๆ เมื่อโตเทยยมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์บรรลุพระอรหันต์แล้ว

ต่อจากนั้น กัปปมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบว่า
ขอพระองค์ตรัสบอกธรรม ซึ่งจะเป็นที่พึ่งพำนักของชนผู้อันชราและมรณะมาถึงรอบข้าง ดุจเกาะอันเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของชนผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เมื่อเกิดคลื่นใหญ่ที่น่ากลัวแก่ข้าพระพุทธเจ้า อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก

พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า เรากล่าวว่านิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น เป็นที่สิ้นแห่งชราและมรณะนี้และเป็นดุจเกาะ ชนเหล่าใดรู้นิพพานนี้แล้วเป็นคนมีสติ ได้เห็นธรรมแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมารเลย

ในที่สุดแห่งการพยากรณ์(เฉลย)ปัญหา กัปปมาณพได้สำเร็จพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว กัปปมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.

หมายเหตุ : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า KAPPA THERA

พระกาฬุทายีเถระ

ท่านพระกาฬุทายี เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนสกุล ณ กรุงหงสาวดี กำลังฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น ท่านทำกุศลกรรมตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระกาฬุทายี มาเกิดเป็นบุตรมหาอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติ คือ เกิดพร้อมกันกับพระมหาบุรุษ (ผู้ที่เกิดพร้อมในวันเดียวกันกับพระมหาบุรุษ เรียกว่าสหชาติมี ๗ คือ ไม้มหาโพธิ ๑ พระนางยโสธรา (พิมพา) มารดาพระราหุล ๑ ขุมทองทั้งสี่ ๑ ช้างพระที่นั่ง ๑ ม้ากัณฐกอัศวราช ๑ นายฉันนอำมาตย์ ๑ กาฬุทายีอำมาตย์ ๑ ทั้ง ๗ นี้เกิดพร้อมกัน กับพระมหาบุรุษเจ้า) เดิมชื่อว่าอุทายี เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระมหาบุรุษเจ้า เป็นผู้สนิทสนมแลคุ้นเคยกับพระมหาบุรุษมาก

ครั้นเมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จเทศนาสั่งสอนแก่เวไนยสรรพสัตว์ เมื่อเวลาพระองค์เสด็จประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์มหานคร พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระพุทธบิดา ทรงทราบมีพระราชประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรพระราชโอรส จึงมีพระราชโองการดำรัสใช้อำมาตย์คนหนึ่ง พร้อมกับบริวารพันหนึ่ง ให้ไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา

อำมาตย์รับพระราชโองการแล้วพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตต์แล้ว พร้อมด้วยบริวารทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ไม่ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา และทั้งไม่ได้ส่งข่าวให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ

ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา เมื่อไม่เห็นพระโอรสเสด็จมาและทั้งไม่ได้ทราบข่าวด้วย จึงใช้อำมาตย์พร้อมด้วยบริวารพันหนึ่งไปอีกอำมาตย์ก็ไปบวชเสีย ไม่ส่งข่าวให้ทราบโดยนัยก่อน ถึงเก้าคนแล้ว

ครั้นครั้งที่สิบ จึงตรัสสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยและเป็นคนที่โปรดปรานของพระบรมศาสดา ให้ไปทูลเชิญเสด็จ กาฬุทายีอำมาตย์ทูลลาบวชด้วย
ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พาบริวารพันหนึ่งไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวัน ได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตผลแล้ว พร้อมด้วยบริวารทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา(พระพุทธเจ้าบวชให้)

ครั้นกาฬุทายีอำมาตย์ได้อุปสมบทแล้ว เมื่อถึงฤดูหนาวท่านเห็นเป็นช่วงสมควรที่จะทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา จึงกราบทูลพรรณนาหนทางที่จะเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นพุทธบริวารเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์

เมื่อท่านกาฬุทายีทราบว่าพระบรมศาสดาจะเสด็จกลับคืนพระนครกบิลพัสดุ์ จึงล่วงหน้าไปก่อน แจ้งข้อความนั้นแก่พระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระประยูรญาติและประชาชนเกิดความเลื่อมใส ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านทุก ๆ วันที่มาแจ้งข่าว

ส่วนพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์สองหมื่น เป็นพุทธบริวารเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ มาตามหนทางวันละโยชน์ กำหนดหกสิบวันจึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เมื่อกำลังเสด็จมาตามหนทางอยู่นั้น ท่านพระกาฬุทายีได้มาสู่สำนักของพระเจ้าสุทโธทนะ แจ้งระยะทางให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านแล้ว ท่านก็ให้นำไปถวายแด่สมเด็จพระบรมศาสดาทุก ๆ วัน

ท่านกาฬุทายีเถระทำราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนะมหาราช ผู้ยังไม่พบพระพุทธเจ้าให้เลื่อมใส ด้วยความสามารถของท่านในเรื่องนี้ ท่านจึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ยังสกุลที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส(กุลปฺปสาทกานํ).

หมายเหตุ : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า KALUDAYI THERA

พระกิมพิลเถระ

ท่านพระกิมพิลเถระ เกิดในศากยราชตระกูล ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อเจริญวัยแล้วอนุรุทธศากยกุมารได้มาชักชวนให้ออกบวชในพระพุทธศาสนา

กิมพิลวงศ์ศากยะมีความพอใจตกลงจะออกบวชด้วย จึงพร้อมด้วยศากยะอื่นๆ 4 พระองค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ และกุมารฝ่ายโกลิยวงศ์อีกหนึ่ง คือ เทวทัตต์ เมื่อนับอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาด้วยก็เป็น ๗ คน พากันเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา

เมื่อเสด็จถึงปลายแดนพระนครแล้วจึงให้พวกจาตุรงคเสนากลับคืนพระนคร และเปลื้องเครื่องประดับสำหรับทรง มอบให้แก่อุบาลีภูษามาลา แล้วสั่งให้กลับพระนครขายเครื่องประดับนั้นเลี้ยงชีพ

แต่อุบาลีไม่มีความพอใจที่ที่กระทำเช่นนั้น ใคร่จะออกบวชในพระพุทธศาสนาด้วย จึงแขวนเครื่องประดับสำหรับทรงนั้นไว้ที่ต้นไม้ทูลความประสงค์ของตนให้แก่ศากยะเหล่านั้นทราบ

กิมพิลศากยกุมารพร้อมด้วยศากยกุมารเหล่านั้น ได้พาอุบาลีติดตามเสด็จออกไปด้วย ครั้นถึงที่เฝ้าพระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละแล้ว พากันทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา

พระบรมศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ครั้นเมื่อพระกิมพิลศากยะได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคล ในพระพุทธศาสนา.

หมายเหตุ : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า KIMBILA THERA

พระกุมารกัสสปเถระ

ท่านพระกุมารกัสสปะ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ในกรุงหงสวดี เจริญวัย กำลังฟังธรรมกถาของพระทศพล เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้อย่างวิจิตร

จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนี้ เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิของเทวดาและมนุษย์ ครั้งศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมลง เป็นภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุ ๗ รูป กระทำสมณธรรมบนยอดเขา มีศีลไม่เสื่อม จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระกุมารกัสสปเถระ บังเกิดเป็นบุตรของธิดาเศรษฐี ในพระนครราชคฤห์ เดิมชื่อว่า กัสสปะ ภายหลังชนทั้งหลายเรียกว่า กุมารกัสสปะ เพราะเจริญขึ้นด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร หรือเพราะพระศาสดาเคยตรัสเรียกเช่นนี้เพื่อให้แตกต่างจากกัสสปะองค์อื่นๆ

มารดาของท่านมีความปรารถนาอยากจะบวชตั้งแต่แรกรุ่นยังสาว ได้อ้อนวอนขออนุญาตจากบิดาอยู่บ่อย ๆ มารดาบิดาไม่ยอมอนุญาต ต่อมานางมีสามีตั้งครรภ์ขึ้นยังไม่ทันรู้ตัว นางอุตส่าห์ปฏิบัติสามีให้มีความยินดีแล้ว ก็อ้อนวอนขอบรรพชา

ครั้นเมื่อสามีอนุญาตแล้ว ได้ไปบวชอยู่ในสำนักของนางภิกษุณี ซึ่งเป็นฝ่ายของพระเทวทัตต์ ภายหลังนางมีครรภ์แก่ปรากฏขึ้น พวกนางภิกษุณีได้เห็นเกิดความรังเกียจ จึงได้นำนางไปหาพระเทวทัตต์ให้ตัดสินชำระอธิกรณ์

พระเทวทัตต์ตัดสินว่า ภิกษุณีนี้ไม่เป็นสมณะ ให้สึกเสีย นางได้ฟังคำพระเทวทัตต์แล้วเกิดความเสียใจ จึงพูดว่า พวกท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเสียเลย ดิฉันไม่ได้บวชมุ่งหมายพระเทวทัตต์ ขอพวกท่านจงพาดิฉันไปสู่สำนักพระบรมศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหารเถิด

พวกนางภิกษุณีจึงได้พานางไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระบรมศาสดาทรงทราบว่า นางภิกษุณีตั้งครรภ์แต่เมื่อยังไม่บวช แต่เพื่อจะปลดเปลื้องความสงสัยของชนเหล่าอื่น จึงรับสั่งให้พระอุบาลีชำระอธิกรณ์เรื่องนี้ และให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ ๆ ในพระนครสาวัตถี มีนางวิสาขา และ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น มาพร้อมกัน แล้วร่วมกันพิสูจน์ ก็รู้ชัดว่า นางมีครรภ์ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช จึงได้ตัดสินในท่ามกลางบริษัทสี่ว่า นางภิกษุณีนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่ พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาสาธุการว่า อุบาลีตัดสินอธิกรณ์ถูกต้องแล้ว

ครั้นกาลต่อมา เมื่อนางภิกษุณีนั้นมีครรภ์ครบกำหนดแล้วก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทราบ ได้ทรงรับเอาไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และให้นามว่า “กัสสปะ”

ทารกนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร ชนทั้งหลายจึงได้เรียกว่า “กุมารกัสสปะ”

วันหนึ่ง กุมารกัสสปะลงไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ ด้วยกันที่สนามได้ตีเด็กที่เล่นด้วยกัน ถูกเขาด่าเอาว่า เด็กไม่มีพ่อแม่ตีเอาพวกเราเข้าแล้ว กุมารกัสสปะได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระราชา ชั้นแรกพระองค์ตรัสบอกว่าแม่นมเป็นมารดา เขาไม่เชื่อ อ้อนวอนถามอยู่บ่อย ๆ พระองค์จึงตรัสบอกความจริง

กุมารกัสสปะเกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช พระองค์ก็ทรงอนุญาต ได้พาไปบวชในสำนักของพระบรมศาสดา

ครั้นเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ตามวินัยนิยมแล้ว ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์เรียนเอาพระกรรมฐานในสำนักพระบรมศาสดา เข้าไปสู่ป่าเพียรพยายาม ก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษ จึงกลับมาเรียนพระกรรมฐานเพิ่มเติม แล้วไปอยู่ที่อันธวันวิหาร

ครั้งนั้นสหายของท่านซึ่งเป็นภิกษุเคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บรรลุอนาคามิผล ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ได้ลงมาหาท่าน แล้วผูกปัญหาให้ ๑๕ ข้อ บอกว่าคนอื่นนอกจากพระบรมศาสดา ไม่มีใครสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ ท่านจงไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา เรียนเอาเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านี้เถิด

ท่านพระกุมารกัสสปะก็ไปทำเหมือนอย่างนั้น ครั้นได้ฟังปัญหาพยากรณ์ ๑๕ ข้อแล้ว ในที่สุดแห่งการพยากรณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

ท่านมีความสามารถแสดงธรรมแก่บริษัทสี่ได้อย่างวิจิตรพิสดาร มีข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในอุบายสั่งสอนบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านแสดงสูตรประดับด้วยปัญหา ๑๕ ข้อ แก่พระเจ้าปายาสิ จนสามารถทำลายมิจฉาทิฏฐิของพระองค์ได้สำเร็จ อาศัยคุณสมบัติเช่นนี้

ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในจิตรกถา คือ แสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตรในพระศาสนานี้(จิตฺตกถิกานํ)

หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า KUMARA KASSAPA THERA