<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978</id><updated>2011-08-14T19:38:43.144-07:00</updated><category term='อสีติมหาสาวก'/><category term='พระนทีกัสสปเถระ'/><category term='พระกังขาเรวตเถระ'/><category term='พุทธานุพุทธประวัติ'/><category term='พระติสสเมตเตยยเถระ'/><category term='พระอุรุเวลกัสสปเถระ'/><category term='พระขทิรวนิยเถระ'/><category term='พระทัพพมัลลบุตรเถระ'/><category term='พระโตเทยยเถระ'/><category term='พระกัปปเถระ'/><category term='อนุพุทธประวัติ'/><category term='พระชตุกัณณีเถระ'/><category term='พระโธตกเถระ'/><category term='พระกุมารกัสสปเถระ'/><category term='พระกาฬุทายีเถระ'/><category term='พระควัมปติเถระ'/><category term='พระจูฬปันถกเถระ'/><category term='พระกิมพิลเถระ'/><category term='พระคยากัสสปเถระ'/><category term='พระโกณฑธานเถระ'/><category term='พระจุนทเถระ'/><title type='text'>อสีติมหาสาวก</title><subtitle type='html'>คือเรื่องราวประวัติและผลงานของพระสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๘๐ รูป ที่ได้ปฏิบัติธรรมและบรรลุเป็นพระอรหันต์ในช่วงพุทธกาล จัดทำโดย พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร กองวิชากฎหมายและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายเรือ :Stories of 80 disciples of the Buddha who followed his teachings and attained enlightenment
Compiled by Captain Associate Professor Thongbai Dhiranandankura of Royal Thai Naval Academy,Samutprakan, Thailand</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>81</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-315276487429834609</id><published>2007-09-18T00:48:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:04:07.659-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พุทธานุพุทธประวัติ'/><title type='text'>คำนำของผู้เรียบเรียง</title><content type='html'>&lt;b&gt;อสีติมหาสาวก &lt;/b&gt;หรือ มหาสาวก ๘๐  องค์ คือ ประวัติพุทธสาวก ชั้นผู้ใหญ่ที่ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา  &lt;br /&gt;การศึกษาชีวประวัติของ &lt;b&gt;อสีติมหาสาวก&lt;/b&gt;  ทำให้เกิดความเลื่อมใสและความนับถือ  กำหนดและจดจำวัตรปฏิบัติอันงดงามของท่าน &lt;b&gt;อสีติมหาสาวก &lt;/b&gt;มาเป็นปฏิปทาเครื่องดำเนินชีวิตของตน  และเมื่อความดีของ &lt;b&gt;อสีติมหาสาวก&lt;/b&gt;ปรากฏแล้วจะเชิดชูคุณของพระศาสดาให้ยิ่งยวดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลเรือตรี รองศาสตราจารย์ ทองใบ ธีรานันทางกูร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-315276487429834609?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/315276487429834609/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=315276487429834609' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/315276487429834609'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/315276487429834609'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2316.html' title='คำนำของผู้เรียบเรียง'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7304426673687471487</id><published>2007-09-18T00:38:00.000-07:00</published><updated>2010-06-07T06:04:40.563-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระอุรุเวลกัสสปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระอุรุเวลกัสสปเถระ</title><content type='html'>ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ แม้ท่านอุรุเวลกัสสปนี้ ก็ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล ณ กรุงหงสวดี เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมกถา ของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก คิดว่าแม้เราก็ควร จะเป็นเช่นภิกษุรูปนี้ในอนาคตกาล จึงถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน ให้ครองไตรจีวร ถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้กระทำความปรารถนา ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่า ภิกษุสาวกผู้มีบริษัท พระศาสดาทรงเห็นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ ว่า เขาจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีบริษัทมาก ในศาสนาของ พระโคดมพุทธเจ้า ในอนาคตกาล แล้วเสด็จกลับไป กุลบุตรแม้นั้น กระทำกัลยาณกรรมตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่า  ปุสสะ จุติมาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ามหินทรราชา (อรรถกถาบางแห่งกล่าวว่าชื่อ ชยเสนะ ) กรุงกาสี พระราชมารดาทรงพระนามว่า สิริมา ตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรมแก่ สุรักขิตะ ผู้เป็นพระอนุชาของพระองค์ และบุตรปุโรหิต ชื่อ ธรรมเสนะ ทั้งสองดำรงอยู่ในพระอรหัตผล พระศาสดาทรงสถาปนาพระสุรักขิตะถระไว้ในตำแหน่งพระอัครสาวกรูปที่ ๑ ทรงสถาปนาพระธรรมเสนะเถระไว้ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดกัปที่ ๙๒ ท่านอุรุเวลกัสสปก็บังเกิดเป็นกนิษฐภาดา (น้องชาย) ต่างมารดา ท่านยังมีน้องชายอีก ๒ องค์ (ซึ่งต่อมาก็คือ พระนทีกัสสป และ พระคยากัสสป) ฝ่ายพระเจ้ามหินทรราชา มีพระดำริว่า ลูกชายคนโตของเราออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า ลูกคนเล็กเป็นอัครสาวก ลูกปุโรหิตเป็นทุติยสาวก พระองค์จึงทรงให้สร้างวิหาร ทรงดำรงอยู่ในรัตนะ ๓ และทรงปรารถนาจะอุปัฏฐากพระบรมศาสดา ผู้เป็นพระโอรส พร้อมหมู่พระภิกษุแต่ผู้เดียว ไม่ยอมให้ชนทั้งหลายได้มีโอกาสเช่นนั้นบ้าง จึงให้สร้างรั้วไม้ไผ่สองข้าง ปิดล้อมด้วยผ้า ตั้งแต่ซุ้มประตูพระวิหารจนถึงทวารพระราชวัง เบื้องบนรับสั่งให้ผูกพวงของหอมพวงมาลัยที่หอมฟุ้งเป็นเพดาน เสมือนประดับด้วยดาวทอง เบื้องล่างรับสั่งให้เกลี่ยทรายสีเหมือนเงินแล้ว โปรยดอกไม้ ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาตามทางนั้น แล้วนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมหมู่ภิกษุเสด็จไปสู่พระราชมณเฑียร เพื่อกระทำภัตกิจ แล้วเสด็จกลับมายังวิหาร โดยทางเดิม มหาชนอื่น แม้จะดูก็ยังไม่ได้ดู แล้วไฉนจะได้ถวายภักษาหารและการบูชาเล่า.ทรงกระทำเช่นนี้มาตลอด ๗ ปี ๗ เดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวพระนครคิดว่าเมื่อพระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เป็นเวลานานถึงเพียงนี้แล้ว ถึงวันนี้ พวกเราแม้เพียงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ก็ยังไม่ได้เฝ้า จะป่วยกล่าวไปไย ถึงการที่จะได้ถวายภิกษา หรือกระทำการบูชา หรือฟังธรรมเล่า พระราชาทรงยึดถือว่า พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์เป็นของพระองค์เองผู้เดียว ที่ถูกแล้ว พระศาสดาเมื่อเสด็จอุบัติ ก็อุบัติเพื่อประโยชน์แก่มหาชนทั้งหลาย มิใช่อุบัติเพื่อประโยชน์เฉพาะแก่พระราชาเท่านั้นไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชาวพระนครร่วมปรึกษากับพระโอรสทั้ง ๓ องค์ว่าพวกเราจะทำอุบายอย่างหนึ่ง โดยให้ชาวพระนครเหล่านั้นแต่งโจรชายแดนขึ้น แล้วส่งข่าวกราบทูลพพระเจ้ามหินทรราชาว่า หมู่บ้าน ๒ - ๓ แห่งที่อยู่ชายแดนเกิดโจรปล้น พระเจ้ามหินทรราชาจึงมีรับสั่งให้เรียกพระโอรสทั้ง ๓ เข้าเฝ้าแล้วรับสั่งให้พระโอรสทั้ง ๓ ออกไปโจร พระโอรสทั้ง ๓ ออกไปจัดการให้โจรสงบแล้วกลับมากราบทูลพระเจ้ามหินทรราชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชาทรงพอพระทัย ตรัสว่าและสัญญาว่าจะพระราชทานพรข้อหนึ่งให้กับพระโอรสทั้งสาม พระโอรสเหล่านั้นรับพระดำรัสแล้ว ได้ไปปรึกษากับชาวพระนครถึงเรื่องพรที่ได้รับพระราชทานมาว่า พวกเราจะเอาอะไร ชาวพระนครกล่าวว่า ทรัพย์สินเงินทองช้างม้าเป็นต้นหาได้ไม่ยาก แต่พระพุทธรัตนะหาได้ยาก ไม่เกิดขึ้นทุกกาล เราขอให้พระเจ้ามหินทรราชาทรงยอมให้ชาวพระนครได้มีโอกาสกระทำบุญแด่ พระปุสสพุทธเจ้าบ้าง พระโอรสเหล่านั้นจึงนำความนั้นขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระราชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชาเมื่อกลับคำพูดไม่ได้จึงตรัสต่อรองว่า ขอเวลาให้ท่านได้ทำบุญกับพระศาสดากับหมู่พระสงฆ์อีก ๗ ปี ๗ เดือน ชาวพระนครไม่รับ พระราชาทรงให้ลดลงอย่างนี้คือ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๖ เดือน ฯลฯ เพียงเดือนเดียว พระโอรสก็ไม่ยินยอม สุดท้ายจึงขออีก ๗ วัน พระโอรสก็ยินยอม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชาทรงนำสิ่งที่เตรียมไว้ถวายพระพุทธองค์และหมู่ภิกษุ สำหรับระยะเวลา ๗ ปี ๗ เดือน มารวมกันเพื่อถวายใน ๗ วันเท่านั้น แล้วพระราชาถวายบังคม กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ชาวพระนครได้ถวายทานแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไป โปรดทรงอนุเคราะห์แก่ชาวพระนครเหล่านั้นเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระราชโอรสเหล่านั้นกับชาวพระนครจึงสร้างพระวิหารมอบถวายแด่พระศาสดา ปรนนิบัติพระศาสดาในที่นั้น เมื่อจวนเข้าพรรษา พระราชโอรสเหล่านั้นจึงคิดกันว่า พวกเราจะปรนนิบัติพระศาสดาให้ยิ่งขึ้นได้อย่างไรหนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นแล้วจึงได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้หนักในธรรม ไม่หนักในอามิส หากพวกเราตั้งอยู่ในศีลแล้วจักเป็นที่พอพระทัยของพระศาสดาได้ ราชกุมารเหล่านั้นจึงแต่งตั้งอำมาตย์ผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้หารายได้เพื่อใช้ในการถวายทาน แต่งตั้งอำมาตย์ ผู้หนึ่งเป็นผู้รับจ่ายในการถวายทาน และแต่งตั้งอำมาตย์อีกผู้หนึ่งมีหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงภิกษุสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อตัดกังวลในการถวายทานของพระโอรสทั้งสาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นแล้ว ราชกุมารทั้งสาม พร้อมทั้งบริวาร ๑,๐๐๐ คน ออกบวชโดยสมาทานศีล ๑๐ ครองผ้ากาสายะ ๒ ผืน บริโภคน้ำที่สมควร ครองชีพอยู่ เขาบำรุงพระศาสดาตลอดชีวิต พระศาสดาทรงเสด็จปรินิพพานในสำนักของเขาเหล่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราชโอรสเหล่านั้นเมื่อทิวงคตแล้ว ก็วนเวียนเที่ยวตายเกิดอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร มีน้องชายสองคน ชื่อ กัสสปตามโคตรทั้งนั้น แต่ผสมนามสถานที่พำนักอาศัยอยู่ของท่านเข้าด้วยว่า นทีกัสสปะ คยากัสสปะ  เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้เรียนจบไตรเพท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านมีเด็กหนุ่มๆเป็นบริวารห้าร้อย  ครั้นต่อมา พิจารณาเห็นลัทธิที่ตนนับถือไม่เป็นแก่นสาร จึงได้พาน้องชายสองคนพร้อมด้วยบริวารออกบวชเป็นชฎิล บำเพ็ญพรตด้วยการบูชาเพลิง คือ นักบวชจำพวกที่เกล้าผม เรียกตามโวหารสมัยนั้นว่า ฤาษี ตั้งอาศรมเรียงอยู่เป็นลำดับกัน ท่านตั้งอาศรมอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ จึงได้มีนามตามที่อยู่ของท่านว่า “อุรุเวลกัสสปะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระบรมศาสดา ทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนาในทิศานุทิศนั้น ๆ แล้ว พระองค์ทรงพิจารณาเห็นความบริบูรณ์แห่งอุปนิสัยของชาวมคธเป็นอันมาก มีพระพุทธประสงค์จะทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาขึ้น ณ แคว้นนั้น และทรงพระพุทธดำริจะพาท่านอุรุเวลกัสสปะผู้มีอายุมากเป็นที่นับถือของมหาชนมานานตามเสด็จไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเสด็จพระพุทธดำเนินไปโดยลำพังพระองค์เดียว มุ่งตรงไปยังตำบลอุรุเวลา ในระหว่างทางที่เสด็จไปได้เทศนาโปรด ภัททวัคคีย์กุมาร ๓๐ คน และประทานอุปสมบทให้แล้วส่งไปประกาศพระศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์เสด็จพระพุทธดำเนินโปรดประชาชนไปโดยลำดับ เมื่อถึงตำบลอุรุเวลานิคมแล้ว ตรัสขอที่พักกับท่านอุรุเวลกัสสปะ ท่านอุรุเวลกัสสปะมิได้เต็มใจรับ ผลที่สุดเมื่อขัดไม่ได้ก็ให้ที่พัก พระองค์ได้ทรงทรมานพระอุรุเวลกัสสปะด้วยอภินิหารมีประการต่าง ๆ จนให้เห็นว่าลัทธิของตนที่ถืออยู่นั้นหาแก่นสารมิได้ จึงเกิดความสลดใจ แล้วละลัทธิเดิมเสีย พากันลอยบริขารแห่งชฎิลในแม่น้ำ ทูลขออุปสมบท พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา พร้อมด้วยบริวารห้าร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา เมื่อน้องชายทั้งสองพร้อมบริวารของตน ๆ ได้เข้ามาอุปสมบทในพระธรรมวินัยเหมือนกับท่านแล้ว สมเด็จพระบรมศาสดาจึงได้พาภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป ออกจากอุรุเวลา เสด็จไปยังตำบลคยาสีสะ ใกล้แม่น้ำคยา แล้วเสด็จประทับอยู่ ณ ที่นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นทรงเห็นภิกษุเหล่านั้นมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว จึงตรัสเทศนา อาทิตตปริยายสูตร โปรด เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเทศนาอยู่ จิตของภิกษุเหล่านั้นก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน กล่าวคือ ภิกษุเหล่านั้นได้บรรลุพระอรหัตต์เป็นพระขีณาสพ(ผู้สิ้นอาสวะกิเลส)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ พอสมควรแก่พระพุทธอัธยาศัยแล้ว พระองค์พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๓ รูป เสด็จจาริกไปโดยลำดับถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่สวนตาล หนุ่มอันชื่อว่า ลัฏฐิวัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธทรงทราบข่าว จึงพร้อมด้วยข้าราชบริพารเสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า พระองค์ทอดพระเนตรเห็นข้าราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสารมีอาการต่าง ๆ กัน ยังไม่อ่อนน้อม ซึ่งยังไม่สมควรจะรับพระธรรมเทศนาได้ จึงตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชนเหล่านั้น ประกาศให้ทราบลัทธิเก่านั้นอันหาแก่นสารมิได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านกระทำตามรับสั่ง ทำให้ชนเหล่านั้นสิ้นความเคลือบแคลงสงสัย แล้วตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และอริยสัจสี่ ในเวลาจบเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพารสิบเอ็ดส่วน ได้ดวงตาเห็นธรรม อีกส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ครั้งนี้จัดว่าท่านได้ช่วยเป็นกำลังพระศาสนา ในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ท่านได้ช่วยทำกิจพระศาสนาตามสมควรแก่กำลังความสามารถ และรู้จักเอาใจบริษัท ปรากฏว่ามีบริวารถึงห้าร้อย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีบริวารมาก(มหาปุริสานํ)  เพราะท่านมีบริวารรวมกับบริวารของชฎิลน้องชายทั้งสอง คือ พระนทีกัสสปะและคยากัสสปะถึง  ๑,๐๐๐ รูป  พระภิกษุเหล่านี้ไม่ยอมแยกตัวไปไหน  ยังรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอยู่ตลอด  ทำให้บริวารของท่านเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณ  กล่าวคือ  เมื่อแต่ระรูปให้บรรพชารูปละหนึ่งรูป  ก็จะเป็นสมณะสองพันรูป  เมื่อให้บรรพชารูปละสองรูป  ก็จะเป็นสมณะสามพันรูป อย่างนี้เป็นต้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า   URUVELAKASSAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7304426673687471487?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7304426673687471487/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7304426673687471487' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7304426673687471487'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7304426673687471487'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='พระอุรุเวลกัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2809634148484731121</id><published>2007-09-18T00:21:00.001-07:00</published><updated>2010-01-10T00:39:49.597-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกังขาเรวตเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกังขาเรวตเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกังขาเรวตเถระ   เป็นคนมีศรัทธาในพระศาสนาเนื่องจากได้สั่งสมบารมีไว้แต่อดีตชาติ   คือ ย้อนหลังไปตั้งแต่เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  พระเถระไปวิหารกับมหาชน ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ยินดีในฌาน  จึงคิดว่าอยากเป็นอย่างนั้นในอนาคตบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบเทศนาจึงนิมนต์พระศาสดา ถวายเครื่องสักการะใหญ่  ๗ วัน  กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  พระเจ้าข้า  ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นด้วยกรรมคือการกระทำกุศลอันยิ่งนี้  แต่ว่าข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌานในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต  เหมือนอย่างภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรงตรวจดูอนาคต  ทรงเห็นความสำเร็จจึงพยากรณ์ว่า  ในอนาคต  ในที่สุดแห่งแสนกัป  พระพุทธเจ้าพระนามว่า  โคตมะ  จักอุบัติ  ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ได้ฌาน  ในศาสนาของพระองค์ ดังนี้แล้วเสด็จกลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระเรวตะมาเกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ในกรุงสาวัตถี   ชื่อว่า เรวตะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่งช่วงหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ประชาชนชวนกันไปสู่วัดพระเชตวัน เพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา  เรวตะนั้นก็ได้ไปกับประชาชนเหล่านั้นด้วย  ครั้นถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของพุทธบริษัท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุบุพพีกถา พรรณนาถึง1.ทานกถา กล่าวถึงการให้ 2. สีลกถา กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม 3. สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์ 4. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกาม   4. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของความออกจากกาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าและขออุปสมบทในพระธรรมวินัย  ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุดังความประสงค์แล้ว ท่านอุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นพื้นฐาน เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปจนได้สำเร็จพระอรหัตผล&lt;br /&gt;ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ ว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยหรือไม่  เมื่อท่านได้กัปปิยวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ตลอดเวลา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นกัปปิยวัตถุโดยถ่องแท้แล้ว จึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า “กังขา” ซึ่งแปลว่า “ความสงสัย” จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น “กังขาเรวตะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ เข้าสู่ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด   ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้น ไม่ได้เข้ามีน้อยมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องสรรเสริญท่านว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฌาน(ฌายีนํ).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ   : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KANKHA  REVATA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2809634148484731121?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2809634148484731121/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2809634148484731121' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2809634148484731121'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2809634148484731121'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4856.html' title='พระกังขาเรวตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8572304133318120494</id><published>2007-09-18T00:19:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:06:35.407-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกัปปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระกัปปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกัปปเถระ  เกิดในสกุลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า กัปปมาณพ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กัปปมาณพพร้อมกับมาณพอื่น ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทูลขอโอกาสถามปัญหาและเมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว จึงทูลถามปัญหาทีละคน ๆ เมื่อโตเทยยมาณพทูลถามปัญหา ได้ฟังปัญหาพยากรณ์บรรลุพระอรหันต์แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อจากนั้น กัปปมาณพจึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบว่า&lt;br /&gt;ขอพระองค์ตรัสบอกธรรม ซึ่งจะเป็นที่พึ่งพำนักของชนผู้อันชราและมรณะมาถึงรอบข้าง ดุจเกาะอันเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของชนผู้ตั้งอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทร เมื่อเกิดคลื่นใหญ่ที่น่ากลัวแก่ข้าพระพุทธเจ้า อย่าให้ทุกข์นี้มีได้อีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า เรากล่าวว่านิพพานอันไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาเครื่องถือมั่น เป็นที่สิ้นแห่งชราและมรณะนี้และเป็นดุจเกาะ ชนเหล่าใดรู้นิพพานนี้แล้วเป็นคนมีสติ ได้เห็นธรรมแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชนเหล่านั้นไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมารเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการพยากรณ์(เฉลย)ปัญหา กัปปมาณพได้สำเร็จพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว กัปปมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ  : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KAPPA THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8572304133318120494?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8572304133318120494/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8572304133318120494' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8572304133318120494'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8572304133318120494'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7257.html' title='พระกัปปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4826707693501751711</id><published>2007-09-18T00:16:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:07:07.255-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกาฬุทายีเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อนุพุทธประวัติ'/><title type='text'>พระกาฬุทายีเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกาฬุทายี  เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  บังเกิดในเรือนสกุล ณ กรุงหงสาวดี  กำลังฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส  จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลกรรมตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระกาฬุทายี มาเกิดเป็นบุตรมหาอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นสหชาติ คือ เกิดพร้อมกันกับพระมหาบุรุษ (ผู้ที่เกิดพร้อมในวันเดียวกันกับพระมหาบุรุษ เรียกว่าสหชาติมี ๗  คือ ไม้มหาโพธิ ๑ พระนางยโสธรา (พิมพา) มารดาพระราหุล ๑ ขุมทองทั้งสี่ ๑ ช้างพระที่นั่ง ๑ ม้ากัณฐกอัศวราช ๑ นายฉันนอำมาตย์ ๑ กาฬุทายีอำมาตย์ ๑  ทั้ง ๗ นี้เกิดพร้อมกัน กับพระมหาบุรุษเจ้า) เดิมชื่อว่าอุทายี เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระมหาบุรุษเจ้า เป็นผู้สนิทสนมแลคุ้นเคยกับพระมหาบุรุษมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระมหาบุรุษเสด็จออกทรงผนวช ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จเทศนาสั่งสอนแก่เวไนยสรรพสัตว์ เมื่อเวลาพระองค์เสด็จประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์มหานคร พระเจ้าสุทโธทนะผู้เป็นพระพุทธบิดา ทรงทราบมีพระราชประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรพระราชโอรส จึงมีพระราชโองการดำรัสใช้อำมาตย์คนหนึ่ง พร้อมกับบริวารพันหนึ่ง ให้ไปทูลเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อำมาตย์รับพระราชโองการแล้วพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตต์แล้ว พร้อมด้วยบริวารทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ไม่ได้ทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา และทั้งไม่ได้ส่งข่าวให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา เมื่อไม่เห็นพระโอรสเสด็จมาและทั้งไม่ได้ทราบข่าวด้วย จึงใช้อำมาตย์พร้อมด้วยบริวารพันหนึ่งไปอีกอำมาตย์ก็ไปบวชเสีย ไม่ส่งข่าวให้ทราบโดยนัยก่อน ถึงเก้าคนแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นครั้งที่สิบ จึงตรัสสั่งให้กาฬุทายีอำมาตย์ ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยและเป็นคนที่โปรดปรานของพระบรมศาสดา ให้ไปทูลเชิญเสด็จ กาฬุทายีอำมาตย์ทูลลาบวชด้วย &lt;br /&gt;ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว พาบริวารพันหนึ่งไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระเวฬุวัน ได้ฟังพระธรรมเทศนาบรรลุพระอรหัตผลแล้ว พร้อมด้วยบริวารทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา(พระพุทธเจ้าบวชให้) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาฬุทายีอำมาตย์ได้อุปสมบทแล้ว เมื่อถึงฤดูหนาวท่านเห็นเป็นช่วงสมควรที่จะทูลเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา จึงกราบทูลพรรณนาหนทางที่จะเชิญสมเด็จพระบรมศาสดา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เป็นพุทธบริวารเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่านกาฬุทายีทราบว่าพระบรมศาสดาจะเสด็จกลับคืนพระนครกบิลพัสดุ์ จึงล่วงหน้าไปก่อน แจ้งข้อความนั้นแก่พระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์พร้อมด้วยพระประยูรญาติและประชาชนเกิดความเลื่อมใส ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านทุก ๆ วันที่มาแจ้งข่าว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์สองหมื่น เป็นพุทธบริวารเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ มาตามหนทางวันละโยชน์ กำหนดหกสิบวันจึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จประทับอยู่ ณ นิโครธาราม เมื่อกำลังเสด็จมาตามหนทางอยู่นั้น ท่านพระกาฬุทายีได้มาสู่สำนักของพระเจ้าสุทโธทนะ แจ้งระยะทางให้ทรงทราบ พระมหากษัตริย์ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ท่านแล้ว ท่านก็ให้นำไปถวายแด่สมเด็จพระบรมศาสดาทุก ๆ วัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านกาฬุทายีเถระทำราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนะมหาราช  ผู้ยังไม่พบพระพุทธเจ้าให้เลื่อมใส  ด้วยความสามารถของท่านในเรื่องนี้ ท่านจึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ยังสกุลที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส(กุลปฺปสาทกานํ).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KALUDAYI  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4826707693501751711?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4826707693501751711/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4826707693501751711' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4826707693501751711'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4826707693501751711'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1881.html' title='พระกาฬุทายีเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8841123637390958178</id><published>2007-09-18T00:14:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:31:33.354-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกิมพิลเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระกิมพิลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกิมพิลเถระ เกิดในศากยราชตระกูล ในกรุงกบิลพัสดุ์  เมื่อเจริญวัยแล้วอนุรุทธศากยกุมารได้มาชักชวนให้ออกบวชในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิมพิลวงศ์ศากยะมีความพอใจตกลงจะออกบวชด้วย จึงพร้อมด้วยศากยะอื่นๆ 4 พระองค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ และกุมารฝ่ายโกลิยวงศ์อีกหนึ่ง คือ เทวทัตต์  เมื่อนับอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลาด้วยก็เป็น ๗ คน พากันเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเสด็จถึงปลายแดนพระนครแล้วจึงให้พวกจาตุรงคเสนากลับคืนพระนคร และเปลื้องเครื่องประดับสำหรับทรง มอบให้แก่อุบาลีภูษามาลา แล้วสั่งให้กลับพระนครขายเครื่องประดับนั้นเลี้ยงชีพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่อุบาลีไม่มีความพอใจที่ที่กระทำเช่นนั้น ใคร่จะออกบวชในพระพุทธศาสนาด้วย จึงแขวนเครื่องประดับสำหรับทรงนั้นไว้ที่ต้นไม้ทูลความประสงค์ของตนให้แก่ศากยะเหล่านั้นทราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิมพิลศากยกุมารพร้อมด้วยศากยกุมารเหล่านั้น ได้พาอุบาลีติดตามเสด็จออกไปด้วย  ครั้นถึงที่เฝ้าพระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละแล้ว พากันทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ครั้นเมื่อพระกิมพิลศากยะได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคล ในพระพุทธศาสนา. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ  : ชื่อของพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KIMBILA THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8841123637390958178?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8841123637390958178/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8841123637390958178' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8841123637390958178'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8841123637390958178'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8676.html' title='พระกิมพิลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-3239856207369331676</id><published>2007-09-18T00:12:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:32:25.676-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระกุมารกัสสปเถระ'/><title type='text'>พระกุมารกัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระกุมารกัสสปะ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  ถือปฏิสนธิในเรือนสกุล  ในกรุงหงสวดี  เจริญวัย  กำลังฟังธรรมกถาของพระทศพล  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้กล่าวธรรมได้อย่างวิจิตร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนี้  เวียนว่ายอยู่ในภพภูมิของเทวดาและมนุษย์  ครั้งศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเสื่อมลง  เป็นภิกษุรูปหนึ่งในหมู่ภิกษุ ๗ รูป กระทำสมณธรรมบนยอดเขา มีศีลไม่เสื่อม  จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก  เสวยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระกุมารกัสสปเถระ บังเกิดเป็นบุตรของธิดาเศรษฐี ในพระนครราชคฤห์ เดิมชื่อว่า กัสสปะ ภายหลังชนทั้งหลายเรียกว่า กุมารกัสสปะ เพราะเจริญขึ้นด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร หรือเพราะพระศาสดาเคยตรัสเรียกเช่นนี้เพื่อให้แตกต่างจากกัสสปะองค์อื่นๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารดาของท่านมีความปรารถนาอยากจะบวชตั้งแต่แรกรุ่นยังสาว ได้อ้อนวอนขออนุญาตจากบิดาอยู่บ่อย ๆ มารดาบิดาไม่ยอมอนุญาต ต่อมานางมีสามีตั้งครรภ์ขึ้นยังไม่ทันรู้ตัว นางอุตส่าห์ปฏิบัติสามีให้มีความยินดีแล้ว ก็อ้อนวอนขอบรรพชา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อสามีอนุญาตแล้ว ได้ไปบวชอยู่ในสำนักของนางภิกษุณี ซึ่งเป็นฝ่ายของพระเทวทัตต์ ภายหลังนางมีครรภ์แก่ปรากฏขึ้น พวกนางภิกษุณีได้เห็นเกิดความรังเกียจ จึงได้นำนางไปหาพระเทวทัตต์ให้ตัดสินชำระอธิกรณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเทวทัตต์ตัดสินว่า ภิกษุณีนี้ไม่เป็นสมณะ ให้สึกเสีย  นางได้ฟังคำพระเทวทัตต์แล้วเกิดความเสียใจ จึงพูดว่า พวกท่านอย่าให้ดิฉันฉิบหายเสียเลย ดิฉันไม่ได้บวชมุ่งหมายพระเทวทัตต์ ขอพวกท่านจงพาดิฉันไปสู่สำนักพระบรมศาสดาที่พระเชตวันมหาวิหารเถิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกนางภิกษุณีจึงได้พานางไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ  พระบรมศาสดาทรงทราบว่า นางภิกษุณีตั้งครรภ์แต่เมื่อยังไม่บวช แต่เพื่อจะปลดเปลื้องความสงสัยของชนเหล่าอื่น จึงรับสั่งให้พระอุบาลีชำระอธิกรณ์เรื่องนี้ และให้ไปเชิญตระกูลใหญ่ ๆ ในพระนครสาวัตถี มีนางวิสาขา และ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น มาพร้อมกัน แล้วร่วมกันพิสูจน์ ก็รู้ชัดว่า นางมีครรภ์ตั้งแต่ครั้งยังไม่ได้บวช  จึงได้ตัดสินในท่ามกลางบริษัทสี่ว่า นางภิกษุณีนี้ยังมีศีลบริสุทธิ์อยู่ พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาสาธุการว่า อุบาลีตัดสินอธิกรณ์ถูกต้องแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา เมื่อนางภิกษุณีนั้นมีครรภ์ครบกำหนดแล้วก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทราบ ได้ทรงรับเอาไปเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม และให้นามว่า “กัสสปะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทารกนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยเครื่องบำรุงเลี้ยงอย่างราชกุมาร ชนทั้งหลายจึงได้เรียกว่า “กุมารกัสสปะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง กุมารกัสสปะลงไปเล่นกับพวกเด็ก ๆ ด้วยกันที่สนามได้ตีเด็กที่เล่นด้วยกัน ถูกเขาด่าเอาว่า เด็กไม่มีพ่อแม่ตีเอาพวกเราเข้าแล้ว กุมารกัสสปะได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปกราบทูลพระราชา ชั้นแรกพระองค์ตรัสบอกว่าแม่นมเป็นมารดา  เขาไม่เชื่อ อ้อนวอนถามอยู่บ่อย ๆ พระองค์จึงตรัสบอกความจริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุมารกัสสปะเกิดความสลดใจ จึงขอพระบรมราชานุญาตออกบวช พระองค์ก็ทรงอนุญาต ได้พาไปบวชในสำนักของพระบรมศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ตามวินัยนิยมแล้ว ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์เรียนเอาพระกรรมฐานในสำนักพระบรมศาสดา เข้าไปสู่ป่าเพียรพยายาม ก็ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษ จึงกลับมาเรียนพระกรรมฐานเพิ่มเติม แล้วไปอยู่ที่อันธวันวิหาร &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้งนั้นสหายของท่านซึ่งเป็นภิกษุเคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บรรลุอนาคามิผล ตายแล้วไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ได้ลงมาหาท่าน แล้วผูกปัญหาให้ ๑๕ ข้อ บอกว่าคนอื่นนอกจากพระบรมศาสดา ไม่มีใครสามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ ท่านจงไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา เรียนเอาเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านี้เถิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระกุมารกัสสปะก็ไปทำเหมือนอย่างนั้น ครั้นได้ฟังปัญหาพยากรณ์ ๑๕ ข้อแล้ว ในที่สุดแห่งการพยากรณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านมีความสามารถแสดงธรรมแก่บริษัทสี่ได้อย่างวิจิตรพิสดาร มีข้ออุปมาอุปไมยพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย ฉลาดในอุบายสั่งสอนบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านแสดงสูตรประดับด้วยปัญหา ๑๕ ข้อ แก่พระเจ้าปายาสิ จนสามารถทำลายมิจฉาทิฏฐิของพระองค์ได้สำเร็จ อาศัยคุณสมบัติเช่นนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในจิตรกถา คือ แสดงธรรมเทศนาได้อย่างวิจิตรในพระศาสนานี้(จิตฺตกถิกานํ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ  : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KUMARA  KASSAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-3239856207369331676?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/3239856207369331676/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=3239856207369331676' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/3239856207369331676'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/3239856207369331676'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7863.html' title='พระกุมารกัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8046047101086430539</id><published>2007-09-18T00:07:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:33:19.209-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระโกณฑธานเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระโกณฑธานเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโกณฑธานะ  ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ท่านเกิดในเรือนสกุลในพระนครหังสวดี  เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า  ฟังธรรมอยู่ เห็นภิกษุรูปหนึ่ง อันพระศาสดาทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุผู้จับสลากได้ก่อน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรารถนาตำแหน่งนั้น  กระทำบุญสมควรแกฐานันดรนั้น  ท่องเที่ยวไปแล้ว  ครั้นวันหนึ่งได้น้อมถวายเครือกล้วยใหญ่สีเหลืองเหมือนจุณแห่งมโนศิลา  แดพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ประทับนั่ง  พระผู้มีพระภาคทรงรับเครือกล้วนั้นเสวย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยบุญกรรมนั้น  ท่านเสวยราชสมบัติในหมู่เทพ ๑๑ ครั้ง  ได้เป็นพระจักรพรรดิ ๒๔  ครั้ง  กระทำบุญบ่อยๆอย่างนี้  แล้วท่องเที่ยวอยู่ในภพภูมิของเทวดและมนุษย์ทั้งหลาย  เกิดเป็นภุมมเทวดา  ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ  ได้ก่อการทำอกุศลกรรมร้ายแรงโดยสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นแก่พระภิกษุสองรูปด้วยการแปลงรูปเป็นหญิงทำทีว่ามีสัมพันธ์ทางเพสกับภิกษุรูปหนึ่งเพื่อให้ภิกษุอีกรูปหนึ่งเข้าใจผิด  ท่านต้องหมกไหม้อยู่ในอบายอยู่ถึงพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระโกณฑธานะ (ท่านธานะผู้ลามก ผู้ชั่วช้า  ธาโน โกณฺโฑ ชาโต)   มาบังเกิดเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ชื่อว่าธานมาณพ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ศึกษาศิลปวิทยาของพราหมณ์จบไตรเพท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลังได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่วันที่ได้อุปสมบท ปรากฏมีรูปหญิงรูปหนึ่ง เที่ยวติดตาม ไปข้างหลังของท่าน แต่ท่านไม่เห็นรูปนั้น มีแต่คนอื่นเห็น  เพราะอกุศลกรรมเก่าที่เคยทำไว้เมื่อครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นท่านเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน พวกมนุษย์ได้ถวายภิกษาแก่ท่านสองส่วนแล้วพูดว่า นี้ส่วนของท่าน นี้ส่วนของหญิงสหายของท่าน ตั้งแต่นั้นมา พวกมนุษย์จึงพากันเรียกท่านว่า โกณฑธานะ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนพวกภิกษุผู้ไม่ได้รู้ความจริงเห็นเช่นนั้นเกิดความรังเกียจ กลัวว่าจะเกิดโทษแก่พวกตนด้วย จึงบอกให้อนาถบิณฑิกเศรษฐีขับไล่ออกเสียจากวิหาร อนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ไม่ขับไล่ จึงบอกแก่นางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาก็ไม่ขับไล่เหมือนกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8046047101086430539?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8046047101086430539/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8046047101086430539' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8046047101086430539'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8046047101086430539'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1978.html' title='พระโกณฑธานเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2112614708173234330</id><published>2007-09-18T00:04:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:34:45.604-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระขทิรวนิยเถระ'/><title type='text'>พระขทิรวนิยเรวตเถระ</title><content type='html'>ท่านพระขทิรวนิยเถระ  ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ได้บังเกิดในตระกูลของนายท่าเรือในนครหงสวดี  กระทำการงานอยู่ที่ท่าเรือชื่อว่า  ปยาคติตถะ  ใกล้แม่น้ำใหญ่  วันหนึ่งได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า  พร้อมด้วยหมู่สาวกเสด็จเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ  มีใจเลื่อมใส  จึงประกอบเรือขนาน  ส่งให้ถึงฝั่งหนึ่งด้วยบูชาสักการะอันยิ่งใหญ่  ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงปรารถนาตำแหน่งนั้นนั้นบ้าง  ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าลัวภิกษุสงฆ์  แล้วกระทำความปรารถนาไว้  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า  ความปรารถนานั้นของท่านไม่เป็นหมัน  จำเดิมแต่นั้น  ท่านสั่สมบุญทั้งหลาย  ท่องเที่ยวในภพภูมิของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  เสวยสมบัติทั้งสองอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระเรวัตตเถระ ท่านมาบังเกิดเป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อนางสารีพราหมณี ในตำบลบ้านชื่อว่านาลันทะ เป็นบุตรสุดท้อง และเป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตร เดิมชื่อว่า เรวตมาณพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อบวชเข้ามาในพระธรรมวินัยแล้ว ท่านได้พำนักอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้นามของป่านั้นนำหน้าชื่อว่า “ขทิรวนิยเรวัตตะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อเรวตมาณพเจริญวัยมีอายุประมาณ ๘ ปี มารดาบิดาจึงปรึกษากันว่า บุตรของเราบวชหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่เรวตะคนเดียว ถ้าบวชเสียก็จะไม่มีใครสืบวงศ์ตระกูล เราควรจะผูกพันเจ้าเรวตะบุตรของเราไว้ ด้วยอันให้มีเหย้าเรือนเสียแต่ยังเด็กยังหนุ่มอยู่ อย่าให้พระสมณศากยบุตรพาไปบวชเสียอีกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นปรึกษากันดังนั้นแล้ว จึงพาไปขอหมั้นนางกุมาริกาผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน และได้กำหนดวันอาวาหมงคล(ฝ่ายหญิงไปอยู่บ้านฝ่ายชาย) ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นถึงวันกำหนด จึงประดับตกแต่งเรวตมาณพ พาไปสู่เรือนของนางกุมาริกาพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะเมื่อทำการมงคล เรวตมาณพได้ยินญาติทั้งของฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอวยพรในเวลารดน้ำว่าขอให้มีอายุยืนเหมือนยายเถิด จึงเกิดความสงสัยขอดูตัวยาย ก็พบว่ายายเป็นคนชรามีอายุ ๑๒๐ ชราภาพมาก เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะอยู่ครองเรือน เพราะมองเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร เมื่อเสร็จจากการมงคลแล้ว ขณะพากันจัดแจงกลับบ้าน เรวตมาณพกับนางกุมาริกานั่งมาในรถคันเดียวกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมาในระหว่างทาง เรวตมาณพหาอุบายหลีกเลี่ยงหนีไปเสีย เข้ามาหาภิกษุผู้อยู่ในป่าประมาณ ๑๙ รูป ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นแล้วขอบรรพชา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิกษุเหล่านั้นทราบว่าเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ก็ให้บรรพชาโดยไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากมารดา เพราะท่านพระสารีบุตรได้สั่งภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ถ้าเรวตะน้องชายของผมเข้ามาขอบวชในสำนักของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงบวชให้เธอด้วย ไม่ต้องขอรับอนุญาตจากมารดาบิดา เพราะมารดาบิดาของผมเป็นมิจฉาทิฐิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพวกภิกษุเหล่านั้นให้เรวตะบวชเป็นสามเณรแล้ว ส่งข่าวไปให้พระสารีบุตรทราบ ท่านมีความประสงค์จะมาเยี่ยม จึงได้ทูลลาพระบรมศาสดาถึงสองครั้ง พระองค์ตรัสห้ามเสียทั้งสองครั้งจึงได้รีรออยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเรวตะนั้นเมื่อบวชแล้วคิดว่า ถ้าเราจักอยู่ที่นี่ พวกญาติจักติดตามมาพบเรา จึงเรียนเอากรรมฐานในสำนักของภิกษุเหล่านั้น แล้วถือเอาบาตรและจีวรเที่ยวจาริกไปถึงป่าไม้ตะเคียนระยะไกลประมาณ ๓๐ โยชน์ ได้พำนักอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น อุตส่าห์เจริญสมณธรรมบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลในภายในพรรษานั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลลาพระบรมศาสดา เพื่อจะไปเยี่ยมพระเรวตะ พระบรมศาสดารับสั่งให้รอก่อน เพราะว่าพระองค์จะเสด็จไปด้วย และรับสั่งให้บอกแก่ภิกษุผู้จะตามเสด็จตระเตรียมตัว ครั้งนั้นได้เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุห้าร้อยเป็นบริวาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเรวตเถระทำการต้อนรับเป็นอย่างดี ตามตำนานท่านกล่าวว่า พระเรวัตตะนิรมิตพระคันธกุฎีเพื่อเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา และนิรมิตเรือนยอดห้าร้อยเป็นที่พักของพวกบริวาร นิรมิตที่จงกรมก็ห้าร้อย ที่พักกลางคืนและกลางวันก็ห้าร้อย  พระบรมศาสดาเสด็จประทับแรมอยู่ ณ ที่นั้นถึงเดือนหนึ่งแล้วจึงเสด็จกลับ   &lt;br /&gt;      &lt;br /&gt;ส่วนท่านพระเรวัตตะชอบพำนักอาศัยอยู่ในป่าไม้ตะเคียน ที่ขรุขระด้วยก้อนกวดและก้อนหินบนที่ดอนนั้น เพราะเหตุนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ในป่า(อารญฺญกานํ)&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  KHADIRA  VANIYA  REVATA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2112614708173234330?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2112614708173234330/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2112614708173234330' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2112614708173234330'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2112614708173234330'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_18.html' title='พระขทิรวนิยเรวตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8859797751453723054</id><published>2007-09-17T23:57:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:35:33.314-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระคยากัสสปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระคยากัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านคยากัสสปะ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิขี  ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล  บรรลุนิติแล้ว  เพราะความที่ตนเองมีอัธยาศัยที่จะออกจากทุกข์  จึงละเพศฆราวาสออกบวชเป็นพระดาบส  สร้างอาศรมอยู่ในป่า  มีมูลผลาหารในป่าเป็นอาหาร  พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปใกล้อาศรมของดาบสนั้น  ดาบสนั้นพอได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มีใจเลื่อมใส  เข้าไปใกล้แล้ว  ถวายบังคมยืนอยู่ ณ ที่อันสมควรด้านหนึ่ง  คอยเวลาอยู่จึงน้อมเอาผลพุทราอันเป็นที่น่าจับใจเข้าไปถวายแด่พระศาสดา  ด้วยบุญกรรมอันนั้น  ท่านจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้      ท่านพระคยากัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร  เดิมชื่อว่า “กัสสปะ” ตามโคตร มีพี่ชาย 2 คนคือ อุรุเวลกัสสปะ และ นทีกัสสปะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้วได้เรียนจบไตรเพทตามลัทธิของพวกพราหมณ์ จนมีความชำนาญ มีเกียรติยศชื่อเสียง มีบริวารถึง 200 คน  ครั้นต่อมาพิจารณาเห็นลัทธิของตนไม่เป็นแก่นสาร จึงพร้อมด้วยพี่ชายทั้งสองและบริวารออกบวชเป็นชฎิลบำเพ็ญพรตด้วยการบูชาไฟ ตั้งอาศรมเรียงอยู่ตามฝั่งแม่น้ำโดยลำดับกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยท่านตั้งอาศรมอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ถัดอาศรมของพี่ชายที่ 2 ลงไปทางใต้ จึงได้ฉายาที่อยู่เติมเข้าข้างหน้าเป็น “คยากัสสปะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพี่ชายทั้ง 2 พร้อมด้วยบริวาร ลอยบริขารชฎิลในแม่น้ำ แล้วพากันอุปสมบทในพระพุทธศาสนา  ท่านได้เห็นบริขารชฎิลลอยตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายทั้งสองของตน จึงพร้อมด้วยบริวารรีบพากันมา ก็ได้เห็นพี่ชายทั้งสองของตน พร้อมกับบริวารถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐแล้ว จึงลอยบริขารของตนในแม่น้ำพร้อมด้วยบริวารบ้าง  แล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาทูลขออุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เช่นเดียวกับพี่ชาย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ได้ตรัสเทศนาอาทิตตปริยายสูตร(แสดงสภาวธรรมว่าเป็นของร้อน)โปรด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาจบเทศนาท่านพร้อมด้วยพี่ชายทั้ง 2 และบริวารรวมเป็น ๑,๐๐๓ องค์ ได้บรรลุพระอรหัตผลด้วยกันทั้งหมด.&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  GAYA  KASSAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8859797751453723054?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8859797751453723054/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8859797751453723054' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8859797751453723054'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8859797751453723054'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9059.html' title='พระคยากัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-5731735249445501924</id><published>2007-09-17T23:55:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:36:21.597-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระควัมปติเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระควัมปติเถระ</title><content type='html'>พระควัมปติเถระ เป็นบุตรของเศรษฐีในพระนครพาราณสี เป็นสหายที่รักใคร่กับท่านพระยสะ เมื่อยสกุลบุตรออกบวชแล้ว ท่านได้ทราบข่าวจึงคิดว่า ธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรสหายของตนออกบวชนั้น จักไม่ทรามต่ำช้าแน่นอน คงจะเป็นธรรมวินัยอันดี ควรที่เราจะเข้าไปหาแล้วบวชเช่นนั้นบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว จึงพร้อมด้วยสหายอีกสามคน คือ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ พากันเข้าไปหาท่านพระยสะ พระยสะก็พาท่านพร้อมด้วยสหายเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอให้พระองค์ตรัสสั่งสอน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ตรัสสอนด้วย เทศนาอนุปุพพิกถา(ทานกถา กล่าวถึงทาน, สีลกถา กล่าวถึงศีล , สัคคกถา กล่าวถึงสวรรค์, กามทีนวกถา กล่าวถึงโทษของกาม, เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกบวช)  และ อริยสัจ ๔ (ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรค)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาที่จบเทศนา ธรรมจักษุ(เป็นพระโสดาบัน) ดวงตาคือปัญญาอันเห็นพระธรรมได้เกิดขึ้นแก่ท่านว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” เมื่อท่านได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ข้าพระพุทธเจ้าพึ่งได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระองค์เถิด” พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมีอินทรีย์แก่กล้าได้ฟังธรรมีกถาที่พระองค์ตรัสสอนในภายหลัง จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระควัมปติเถระได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งที่นับเข้าในจำพวกมหาสาวก ในคราวที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนา ท่านก็ได้ไปประกาศพระศาสนาในนานาชนบท ช่วยสั่งสอนให้กุลบุตรกุลธิดาเกิดความเลื่อมใส.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  GAVAMPATI  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-5731735249445501924?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/5731735249445501924/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=5731735249445501924' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5731735249445501924'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5731735249445501924'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2428.html' title='พระควัมปติเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1254436100120656888</id><published>2007-09-17T23:53:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:37:10.465-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระจุนทเถระ'/><title type='text'>พระจุนทเถระ</title><content type='html'>ท่านพระจุนทะ เป็นบุตรของวังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อว่านางสารีพราหมณี ในตำบลบ้านชื่อว่านาลันทา แคว้นมคธ เดิมชื่อว่าจุนทะ เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว ภิกษุทั้งหลายมักเรียกท่านว่า “มหาจุนทะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตร และได้เป็นพุทธอุปัฏฐากองค์หนึ่ง เมื่อครั้งพระบรมศาสดาเสด็จไปปรินิพพานที่กรุงกุสินารา ท่านก็เป็นอุปัฏฐากติดตามเสด็จไปด้วย  เมื่อพิจารณาตามเรื่องราวของท่านแล้ว สันนิษฐานได้ว่าคงเป็นพระธรรมกถึกองค์หนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่น สัลเลขสูตร ในมัชฌิมนิกายมี ความย่อว่า เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี ท่านเข้าไปกราบทูลถามถึงทิฐิที่ประกอบด้วยคำของตน และถ้อยคำโลกว่าภิกษุจะพึงทำอย่างไรดี จึงจะละทิฐิเหล่านั้นได้เด็ดขาด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงแสดงวิธีขัดเกลากิเลสให้ท่านฟัง ท่านพระมหาจุนทะมีความปลาบปลื้มใจอนุโมทนาภาษิตของพระองค์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องที่ท่านให้โอวาทแก่ภิกษุโดยตรงก็มี เช่น ที่มาในฉักกนิบาตอังคุตตรนิกาย  โดยความก็คือ สั่งสอนไม่ให้ภิกษุถือพวกถือเหล่ากัน ยกภิกษุสองพวกนี้ขึ้นเป็นตัวอย่าง คือพวกภิกษุผู้เรียนคันถธุระฝ่ายหนึ่ง พวกภิกษุผู้เรียนวิปัสสนาธุระฝ่ายหนึ่ง ตามปกติธรรมดาภิกษุย่อมจะสรรเสริญแต่ฝ่ายข้างตน ติเตียนอีกฝ่ายหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านสอนไม่ให้ทำเช่นนั้น สอนให้สำเหนียกศึกษาว่าตนจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม ก็ให้พอใจในอีกฝ่ายหนึ่ง สรรเสริญคุณความดีของกันและกันทั้งสองฝ่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระมหาจุนทะนั้น เมื่อครั้งพระสารีบุตรเถระผู้พี่ชายไปนิพพานที่บ้านเดิม เพื่อโปรดมารดา ท่านได้ติดตามไปด้วย และได้รวบรวมบาตรและจีวรพร้อมทั้งอัฐิธาตุของท่านพระสารีบุตรนำมาถวายพระบรมศาสดาด้วย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  CUNDA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1254436100120656888?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1254436100120656888/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1254436100120656888' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1254436100120656888'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1254436100120656888'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4044.html' title='พระจุนทเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4475616788445085165</id><published>2007-09-17T23:50:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:38:36.213-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระจูฬปันถกเถระ'/><title type='text'>พระจูฬปันถกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระจุลปันถกะ  ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ   เกิดเป็นกุฎุมพีสองพี่น้อง  ในเมืองหังสวดี  เสื่อมใสในพระศาสดา ไปฟังธรรมในสำนักพระศาสดาเนืองนิตย์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกุฎุมพี ๒ พี่น้องนั้น วันหนึ่งน้องชายเห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งผู้ประกอบด้วยองค์ ๒ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  ภิกษุรูปนี้เป็นยอดของบเหล่าภิกษุผู้นิรมิตกายมโนมัย  และเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏในพระศาสนาของเรา  จึงคิดว่า  น่าอัศจรรย์จริงหนอ ภิกษุนี้เป็นคนเดียวทำ ๒ องค์ให้บริบูรณ์  แม้เราก็ควรเป็นผู้บำเพ็ญมีองค์ ๒  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตบ้าง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านจึงนิมนต์พระศาสนาถวายมหาทาน  แล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ภิกษุที่พระองค์สถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  เป็นยอดในศาสนาของพระองค์  ด้วยองค์มโนมัย  และด้วยความเป็นผู้ฉลาดในเจโตวิวัฏ  แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็นผู้บำเพ็ญองค์ ๒ บริบูรณ์เหมือนภิกษุนั้น  ด้วยผลแห่งกรรมอันเป็นอธิการนั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคต  ก็ทรงเห็นว่าความปรารถนาท่านจะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้  ทรงพยากรณ์ว่า  โคตมะจักอุบัติขึ้น  พระองค์จักสถาปนาเธอไว้ในฐานะ ๒ นี้  ทรงอนุโมทนาแล้วเสด็จกลับไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านกับพี่ชายคือท่านมหาปันถกะ  เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนอยู่นั้นอยู่  กระทำกุศลกรรมแล้ว  เมื่อเวลาพระศษสดาปรินิพพานแล้ว  ได้บูชาด้วยทองที่พระเจดีย์บรรจพระสรีระ  จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก  ท่านกับพี่ชายเวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกถึงแสนกัป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ  ท่านจูฬปันถกะออกบวช เจริญโอทาตกสิณล่วงไป ๒๐,๐๐๐ ปี  ไปบังเกิดในสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระจูฬปันถก บังเกิดเป็นบุตรของธิดาแห่งเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ เดิมชื่อว่า ปันถก เพราะเกิดในระหว่างทาง มีพี่ชายชื่อ ปันถก เพราะเกิดในระหว่างทางเหมือนกัน ท่านเป็นน้อง มีคำว่า จูฬข้างหน้า จึงเป็นจูฬปันถก ผู้เป็นพี่ชาย เติมคำว่า มหาข้างหน้า จึงเป็นมหาปันถก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเรื่องเล่าว่า ในเมืองราชคฤห์ มีธิดาของเศรษฐีคนหนึ่ง เมื่อเจริญวัยเป็นสาวแล้ว บิดามารดาป้องกันรักษาอย่างเข้มงวด ให้อยู่บนปราสาทชั้นที่เจ็ด แต่ธิดานั้นเป็นคนโลเลมีนิสัยไม่แน่นอนในผู้ชาย จึงได้เสียกับคนรับใช้ของตน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมากลัวคนอื่นจะรู้จึงชวนกันหนีออกจาก ปราสาทไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอื่นที่คนไม่รู้จักตน ภายหลังภรรยาตั้งครรภ์ เมื่อครรภ์แก่ใกล้จะคลอดจึงตกลงกับสามีว่าจะไปคลอดที่บ้านเดิม ส่วนสามีกลัวบิดามารดาลงโทษ แต่ขัดภรรยาไม่ได้ จึงอาสาว่าจะพาไป แต่แกล้งทำเป็นผัดวันประกันพรุ่งว่า พรุ่งนี้ก่อนค่อยไป จนล่วงไปหลายวัน ภรรยาเห็นเช่นนั้นจึงรู้ถึงความประสงค์ของสามี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่มาวันหนึ่งเมื่อสามีออกไปทำงานนอกบ้านจึงสั่งคนผู้คุ้นเคยกันอยู่ในบ้านใกล้เคียงกัน ให้บอกเรื่องที่ตนไม่อยู่แก่สามีหนีออกจากเรือนเดินไปตามหนทาง พอถึงระหว่างทางก็คลอดบุตรเป็นชาย ส่วนสามีเมื่อกลับบ้านไม่เห็น ภรรยาสืบถามทราบว่าหนีกลับไปบ้านเดิมจึงออกติดตามไปทันในระหว่างทาง แล้วพากันกลับมาอยู่ที่บ้านนั้นอีก และได้ตั้งชื่อทารกนั้นว่า ปันถก กาลต่อมาก็คลอดบุตรโดยทำนองนั้นอีก จึงตั้งชื่อว่า จูฬปันถก เพราะเกิดทีหลัง ตั้งชื่อบุตรคนแรกว่า มหาปันถก เพราะเกิดก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อมหาปันถกเติบโตแล้ว ไปเล่นกับเด็กเพื่อนบ้านด้วยกันได้ยินเด็กพวกนั้นเรียก ปู่ ย่า ตา ยาย ส่วนตนไม่มีคนเช่นนั้นจะเรียก จึงไปถามมารดาว่า แม่ครับ เด็ก ๆ พวกอื่นเรียกคนสูงอายุว่า ตาบ้าง ยายบ้าง ก็ญาติของเราในที่นี้ไม่มีบ้างหรือ ? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารดาของท่านตอบว่า ลูกเอ๋ย ญาติของเจ้าในที่นี้ไม่มีหรอก แต่ตาของลูกชื่อว่า ธนเศรษฐี อยู่ในเมืองราชคฤห์ ในที่นั้นญาติของเรามีมากมาย ท่านจึงถามต่อไปว่า ก็แล้วทำไมแม่ไม่ไปอยู่ในเมืองราชคฤห์นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายมารดาไม่บอกความจริงแก่ลูก ลูกจึงรบเร้า ถามอยู่บ่อย ๆ จนเกิดความรำคาญ ปรึกษากับสามีว่า พวกลูกของเรารบเร้าเหลือเกิน ขึ้นชื่อว่าบิดามารดาเห็นลูกแล้ว จะฆ่าจะแกงเชียวหรือ อย่ากระนั้นเลย เราจะพาลูกทั้งสองไปเมืองราชคฤห์ เมื่อถึงแล้วพักอาศัยที่ศาลาหนังหนึ่งใกล้ประตูเมือง ให้คนไปบอกธนเศรษฐีผู้เป็นบิดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอบิดารู้ว่าลูกสาวพาหลายชายสองคนมาเยี่ยม ธนเศรษฐีมี ความแค้นยังไม่หายจึงบอกกับคนที่มาส่งข่าวว่า สองผัวเมียอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าเลย ถ้าต้องการอะไรก็จงถือเอาไปเลี้ยงชีวิตเถิด แต่จงส่งหลายทั้งสองมาให้ฉัน ฉันจะเลี้ยงดูเอง &lt;br /&gt;สองสามีภรรยาก็ถือเอาทรัพย์พอแก่ความต้องการแล้วก็กลับไปอยู่ที่เดิมส่วนเด็กทั้งสองก็อยู่ที่บ้านของธนเศรษฐีผู้เป็นตาจนเจริญวัยขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาปันถก เมื่อเจริญวัยได้ไปฟังเทศน์กับตาในสำนักของพระศาสดา ที่พระเวฬุวันมหาวิหารเป็นประจำ ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว เกิดศรัทธา เลื่อมใคร่จะบวชจึงบอกตา  ตาก็อนุญาติให้บวช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาจึงตรัสรับสั่งภิกษุรูปหนึ่งให้จัดการบรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออาจุครบ ๒๐ ปีแล้ว ก็อุปสมบทเป็นภิกษุ เล่าเรียนพระพุทธวจนะได้มาก เป็นผู้ไม่ประมาทบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนา กรรมฐานไม่นานก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระท่านมหาปันถกได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่ใคร่จะให้ความสุขเช่นนั้นเกิดแก่จูฬปันถกบ้าง จึงไปขออนุญาตจากตา เพื่อขอให้จูฬปันถกบวช ตาก็อนุญาตให้ตามความประสงค์ พระมหาปันถกจึงให้จูฬปันถกบวช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นจูฬปันถกบวชแล้วเป็นคนหัวทึบมาก พระมหาปันถก สอนให้เรียนคาถาพรรณนาพระพุทธคุณเพียงคาถาเดียว เรียนอยู่ถึงสี่เดือนก็ยังจำไม่ได้ คาถานั้นว่า &lt;br /&gt;                                     ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ &lt;br /&gt;                                     ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ &lt;br /&gt;                                     องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ &lt;br /&gt;                                     ตปนฺตมาทิจฺจมิวนฺตลิกฺเข ฯ &lt;br /&gt;แปลว่า เธอจงดูพระสักยมุนีอังคีรส ผุ้มีพระรัศมีแผ่ซ่าน ออกจากพระบวรกาย มีพระบวรพักตร์อันเบิกบาน ปานหนึ่งว่า ดอกบัวชื่อ โกกนุทมีกลิ่นหอม ย่อมขยายกลีบแล้วบานในตอนเช้า มีกลิ่นเรณูไม่จางหาย ท่านย่อมรุ่งเรืองไพโรจน์ดุจดวงอาทิตย์อันส่องสว่างแผดแสงอยู่กลางท้องฟ้า ฉะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระมหาปันถก ทราบว่าท่านจูฬปันถกโง่เขลามาก จึงประณามขับไล่ออกจากสำนักของท่าน ในขณะที่ท่านเป็นภัตตุเทศก์ หมอชีวกโกมารภัจจ์มานิมนต์ภิกษุไปฉันในวันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่นับพระจูฬปันถกเข้าด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระจูฬปันถกเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจคิดจะไปสึกเสีย จึงออกไปแต่เช้าตรู่ ได้พบพระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ที่ซุ้มประตู พระองค์จึงตรัสถามว่า จูฬปันถก เธอจะไปไหนในเวลานี้ พระจูฬปันถกกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะไปสึก เพราะพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์ &lt;br /&gt;พระศาสดาจึงตรัสเตือนสติท่านว่า จูฬปันถก เธอบวชเพื่อพี่ชายเมื่อไรเล่า เพื่อเราต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่ ทำไมไม่มาหาเรา มาเถิด ประโยชน์อะไรด้วยฆราวาสมาอยู่กับเราดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระจูฬปันถกเข้าไปเฝ้าแล้วพระองค์ทรงลูบศีรษะด้วยฝ่าพระหัตถ์ แล้วพาไปให้นั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฎี ประทานผ้าขาวอันบริสุทธิ์ให้นั่งลูบคลำทำบริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ (ผ้าเช็ดธุลี ๆ)เมื่อท่านลูบคลำทำบริกรรมไม่นาน ผ้านั้นก็เศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงคิดว่าผ้านี้เป็นของขาวบริสุทธิ์อย่างเหลือเกิน พอมาถูกร่างกายนี้จึงละภาวะเดิมเสีย กลายเป็นผ้าที่เศร้าหมองไป สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เจริญวิปัสสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงทราบจึงตรัสสั่งสอนด้วยพระคาถา ในเวลาจบพระคาถา พระจูฬปันถกได้บรรลุพระอรหัตตผล ขณะลูบคลำผ้าบริกรรมอยู่นั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จไปยังบ้านของหมอชีวก ครั้นพอเข้าไปถวาย พระองค์ทรงปิดบาตรเสียพร้อมกับตรัสว่า ภิกษุยังมาไม่หมด ยังเหลืออยู่ที่วิหารอีก ๑ รูป หมอชีวกจึงใช้ให้คนไปตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานั้นพระจูฬปันถกเนรมิตพระภิกษุหนึ่งพันรูปจนเต็มวิหาร เมื่อคนใช้ไปถึง เห็นมีพระมากมายถึงพันรูปจึงรีบกลับไปบอกหมอชีวกโกมารภัจจ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำดับนั้นพระศาสดาได้ตรัสกะคนไปตามนั้นว่าเจ้าจงไปแล้วบอกว่า พระศาสดา ตรัสเรียกพระจูฬปันถก  คนไปตามนั้นก็กลับไปวิหารอีกแล้วบอกตามคำสั่ง ภิกษุทั้งหมดพูดขึ้นว่า ฉันชื่อจูฬปันถก คนไปตามนั้นก็กลับมาอีก กราบทูลว่า ภิกษุเหล่านั้น ชื่อจูฬปันถกทั้งนั้น พระเจ้าข้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุรูปใด พูดขึ้นก่อน จงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้ ภิกษุรูปที่เหลือจักอันตรธานหายไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนไปตามนั้นไปถึงวิหารแล้วทำอย่างนั้น จึงได้พาพระจูฬปันถก ไปสู่ที่นิมนต์ ในที่สุดแห่งภัตกิจ ท่านพระจูฬปันถกได้ทำภัตตานุโมทนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา พระศาสดาทรงสถาปนาพระจูฬปันถกเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ชำนาญในมโนมยิทธิและในเจโตวิวัฏฏะ เพราะได้รูปาวจรฌาน ๔. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  CULAPANTHAKA THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4475616788445085165?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4475616788445085165/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4475616788445085165' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4475616788445085165'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4475616788445085165'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2134.html' title='พระจูฬปันถกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2466466290898595546</id><published>2007-09-17T23:44:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:39:41.539-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระชตุกัณณีเถระ'/><title type='text'>พระชตุกัณณีเถระ</title><content type='html'>พระชตุกัณณีเถระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระชตุกัณณีเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ในนครสาวัตถี เมื่อมีอายุพอสมควรที่จะศึกษาเล่าเรียนได้แล้ว ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา พราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งตนเป็นคณาจารย์ใหญ่สั่งสอนไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชตุกัณณีมาณพออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย ชตุกัณณีเป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๑๖ คนนั้น จึงพร้อมกันไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์  แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนแรกเพราะเป็นหัวหน้า ส่วนชตุกัณณีมาณพ เมื่อกัปปมาณพทูลถามปัญหา  ได้ฟังปัญหาพยากรณ์บรรลุพระอรหันต์แล้ว&lt;br /&gt;ชตุกัณณีมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบเอ็ดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบว่า พระองค์ไม่ใช่ผู้ใคร่กาม ข้ามพ้นห้วงกิเลสเสียแล้ว จึงมาเฝ้าเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้หากิเลสกามมิได้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปัญญาดุจดวงตาอันเกิด พร้อมกับตรัสรู้ จงแสดงธรรมสำหรับระงับกิเลสแก่ข้าพระพุทธเจ้า เหตุว่าพระองคีรสผจญกิเลสกามให้แห้งหายได้ ดุจพระอาทิตย์อันส่องแผ่นดินให้แห้งด้วยรัศมี ขอพระองค์ผู้มีปัญญากว้างขวางราวกับแผ่นดิน ตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาน้อยเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         พระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า ท่านจงกำจัดความกำหนัดในกามให้หมดสิ้นไป เห็นความหมดไปแห่งกามเป็นเกษมเถิด กิเลสเครื่องกังวลที่ท่านยึดถือไว้ด้วย ตัณหาและทิฏฐิซึ่งควรจะละเสีย อย่าเสียดแทงใจของท่านได้ กังวลใดมีแล้วในปางก่อน ท่านจงให้กังวลนั้นเหือดแห้งเสีย กังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือเอากังวลในท่ามกลาง ท่านจักเป็นคนสงบระงับกังวลได้ อาสวะ (กิเลส) ซึ่งเป็นเหตุถึงอำนาจมัจจุราชของชนผู้ปราศจากความกำหนัดในกามโดยอาการทั้งปวงก็มีไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการตอบปัญหา ชตุกัณณีมาณพได้บรรลุพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์ ชตุกัณณีมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  JATUKANNI  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2466466290898595546?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2466466290898595546/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2466466290898595546' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2466466290898595546'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2466466290898595546'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4660.html' title='พระชตุกัณณีเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2807794075687959678</id><published>2007-09-17T23:30:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:40:55.201-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระติสสเมตเตยยเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระติสสเมตเตยยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระติสสเมตเตยยเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เดิมชื่อว่า ติสสะ มีนามโดยสกุลว่า เมตเตยยะ รวมเป็นนามเดียวว่า ติสสเมตเตยยะ เมื่อมีอายุควรแก่การศึกษาเล่าเรียนแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยา ในสำนักของพราหมณ์พาวรี  ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย จึงได้กราบทูลลาออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และ เมืองอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ติสสเมตเตยยมาณพพร้อมกับมาณพอื่น ได้ติดตามออกบวชด้วย และศึกษาศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรีนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีได้ทราบข่าวว่า พระโอรสของพระเจ้าศักยะ เสด็จออกทรงผนวชปฏิญาณพระองค์ว่าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ แสดงธรรมสั่งสอนประชาชน มีคนนับถือและเลื่อมใสยอมตนเป็นสาวก ปฏิบัติตามคำสั่งสอนเป็นจำนวนมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พราหมณ์พาวรีประสงค์จะสืบสวนให้ได้ความจริง จึงเรียกมาณพผู้เป็นศิษย์สิบหกคน มีอชิตมาณพเป็นหัวหน้า ผูกปัญหาให้คนละหมวด ๆ ให้ไปทูลถามลองดู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาณพทั้งสิบหกคนลาอาจารย์ แล้วไปเฝ้าพระศาสดาที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ ทูลขอโอกาสถามปัญหาคนละหมวด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว อชิตมาณพทูลถามปัญหาเป็นคนแรก ๔ ข้อ เมื่อจบการตอบปัญหาของอชิตมาณพแล้ว ติสสเมตเตยยมาณพ จึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สองว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครชื่อว่าเป็นคนสันโดษ คือ มีความประสงค์เต็มบริบูรณ์ในโลกนี้ ใครไม่มีความอยากซึ่งเป็นเหตุดิ้นรนทะเยอทะยาน ใครรู้ส่วนข้างปลายทั้งสอง (คือ อดีต กับ อนาคต) ด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง (คือ ปัจจุบัน) พระองค์ตรัสว่าใครเป็นมหาบุรุษ ใครล่วงความตายอันผูกใจสัตว์ไว้ในโลกนี้ ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บให้ติดกันไปได้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรง เฉลยว่า ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์สำรวมในกามทั้งหลาย ปราศจากความอยากแล้ว มีสติระลึกได้ทุกเมื่อพิจารณาเห็นโดยชอบ ดับเครื่องร้อนกระวนกระวายเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ คือ มีความประสงค์เต็มบริบูรณ์ในโลกนี้ ความอยาก ซึ่งเป็นเหตุดิ้นรนทะเยอทะยานของภิกษุนั้นไม่มี ภิกษุนั้นแล รู้ส่วนข้างปลายทั้งสองด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรากล่าวว่าภิกษุนั้นแหละเป็นมหาบุรุษ ภิกษุนั้นแล ล่วงความอยากอันผูกในสัตว์ไว้ในโลกนี้ ดุจด้ายเป็นเครื่องเย็บผ้าให้ติดกันไว้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการตอบปัญหา ติสสเมตเตยยมาณพ ได้สำเร็จพระอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อมาณพที่เหลือทูลถามปัญหาของตน ๆ และพระบรมศาสดาทรงตอบแล้ว ติสสเมตเตยยมาณพพร้อมมาณพเหล่านั้น ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  TISSA  METTEYYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2807794075687959678?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2807794075687959678/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2807794075687959678' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2807794075687959678'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2807794075687959678'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1637.html' title='พระติสสเมตเตยยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7372450999469373534</id><published>2007-09-17T23:27:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:41:50.286-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระโตเทยยเถระ'/><title type='text'>พระโตเทยยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโตเทยยเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส จึงทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นคณาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โตเทยยมาณพพร้อมกับมาณพอื่น ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โตเทยยมาณพทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่เก้าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;     โตเทยยมาณพ  :  กามทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในผู้ใด ตัณหาของผู้ใดไม่มี และผู้ใดข้ามล่วงความสงสัยเสียได้ ความพ้นของผู้นั้นเป็นเช่นไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พระศาสดา :    ความพ้นของผู้นั้นจะไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นอีก (ผู้นั้นพ้นจากกาม ตัณหา และความสงสัยแล้ว กามและ ตัณหาจะกลับเจริญขึ้น ผู้นั้นไม่ต้องพากเพียรพยายามเพื่อทำตนให้พ้นไปอีก ความพ้นของผู้นั้นเป็นอันคงที่ ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       โตเทยยมาณพ    : ผู้นั้นเป็นคนมีความทะเยอทะยานหรือไม่มี เป็นคนมีปัญญาแท้หรือเป็นแต่ใช้ปัญญาทำให้ตัณหาและทิฐิเกิดขึ้น ข้าพระพุทธเจ้าจะรู้จักท่านผู้เป็นมุนีนั้นได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;      พระศาสดา :  ผู้นั้นเป็นคนไม่มีความหวังทะเยอทะยาน จะเป็นคนมีความหวังทะเยอทะยานก็หาไม่ เป็นคนมีปัญญาแท้ จะไม่ใช้ปัญญาก่อให้เกิดตัณหาทิฐิ ท่านจงรู้จักมุนีว่าคนไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ในกามภพอย่างนี้เถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการตอบปัญหา โตเทยยมาณพได้สำเร็จอรหัตผล (ก่อนอุปสมบท) เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว โตเทยยมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;.&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  TODEYYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7372450999469373534?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7372450999469373534/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7372450999469373534' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7372450999469373534'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7372450999469373534'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5734.html' title='พระโตเทยยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-6526029173648636105</id><published>2007-09-17T23:10:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:42:42.539-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระทัพพมัลลบุตรเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระทัพพมัลลบุตรเถระ</title><content type='html'>ท่านพระทัพพมัลลบุตร  ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  ท่านได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี  ได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ  เสื่อมใสในพระศาสนา  กำลังฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาอยู่  ได้มองเห็นภิกษุรูปหนึ่ง  ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะแล้วมีจิตเลื่อมใส  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  ถวายมหาทานตลอด ๗ วัน  พอล่วงได้ ๗ วันได้หมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงทราบถึงความสำเร็จของเขา  จึงได้ตรัสพยากรณ์แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้บำเพ็ญกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้วจุติจากอัตภาพนั้น  ได้เสวยทิพยสมบัติในหมู่เทวดาชั้นดุสิตเป็นต้น  แล้วจุติจากอัตภาพนั้น  ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี  ท่านได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่ง เพราะได้คบหากับอสัตบุรุษ  แม้รู้ว่าภิกษุสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ก็ยังได้กล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง  ท่านได้ถวายสลากภัตรน้ำนมแด่พระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคนั้น  ได้ทำบุญจนตลอดอายุขัยแล้ว  ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก  ได้เสวยสมบัติในโลกทั้งสองแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า  ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล  ในกาลที่สุดบวชแล้วในพระศาสนา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว  เกิดความวุ่นวายทั่วสกลโลก  ภิกษุ ๗ รูปเป็นบรรพชิตขึ้นไปยังภูเขาลูกหนึ่งในท่ามกลางป่า  ในปัจจันตชนบทแล้ว  ผลักผะองให้ตกลงมาด้วยคิดว่า  ความหวังในชีวิต  จงตกลงไป  ความสิ้นอาลัย จงจมลงไปเสียเถิด  หัวหน้าพระเถระผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น  ภายใน ๗ วันก็ได้เป็นพระอรหันต์  พระเถระรองลงมาจากพระเถระนั้น  ได้เป็นพระอนาคามี  พระเถระอีก ๕ รูปนอกนี้  เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์  จุติจากอัตภาพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก  ได้เสวยทิพยสมบัติในเทวโลกนั้นตลอดพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ภิกษุ ๔ รูปเหล่านี้ คือ  ปุกกุสาติ  สภิยะ  พาหิยะ  กุมารกัสสปะ  ได้มาบังเกิดในโลกมนุษย์นี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระทัพพมัลลบุตรเถระ มาบังเกิดในราชสกุลมัลละพระองค์หนึ่ง  ในอนุปิยนคร มัลลรัฐ  ในเวลาใกล้คลอดพระมารดาของท่านได้ทิวงคต  คนทั้งหลายจึงยกร่างของพระนางขึ้นวางบนจิตกาธานแล้วทำการฌาปนกิจ พอไฟสงบลงแล้วพื้นท้องของนางนั้นก็แยกออกเป็น ๒ ส่วน  มีทารกกระเด็นขึ้นไปตกที่เสาไม้ต้นหนึ่งด้วยกำลังบุญของตน  คนทั้งหลายอุ้มทารกนั้นไปให้แก่ย่าท่านเลี้ยง  ท่านย่านั้นเมื่อจะตั้งชื่อทารกนั้นจึงตั้งชื่อของท่านว่า  ทัพพะ  เพราะท่านกระเด็นไปที่เสาไม้จึงรอดชีวิต และท่านมีสร้อยชื่อ“มัลลบุตร” เพราะเกิดในราชสกุลมัลละ  ท่านจึงมีชื่อเต็มว่า ทัพพมัลลบุตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทัพพมัลลบุตรราชกุมารนั้น นับแต่วันประสูติมามีพระชนม์ได้ ๗ ปี เห็นพระศาสดาพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จจาริกไปในมัลลรัฐ ได้เข้าไปหาเสด็จย่า ทูลอ้อนวอนขออนุญาตบรรพชาในพระพุทธศาสนา เสด็จย่าของท่านจึงนำท่านไปเฝ้าพระศาสดา แล้วกราบทูลขอบรรพชาเป็นสามเณรจากพระศาสดา พระศาสดาทรงประทานอนุญาตให้พระเถระรูปหนึ่งทำการบรรพชาให้ทารกนั้น   พระเถระนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วก็ให้ทัพพกุมารบรรพชา  บอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน(กัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ห้า กล่าวคือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผลขณะที่จรดมีดโกนลงบนศีรษะครั้งแรก   เมื่อจรดมีดโกนครั้งที่ ๒  ท่านบรรลุสกทาคามิผล  เมื่อจรดมีดโกนครั้งที่ ๓  ท่านก็บรรลุอนาคามิผล  พอปลงผมเสร็จท่านก็ได้บรรลุอรหัตตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นผู้เอาใจใส่ในกิจของสงฆ์เป็นอย่างดี ในครั้งหนึ่งได้มีความดำริว่า เราอยู่จบพรหมจรรย์แล้วควรจะรับภารกิจของสงฆ์ จึงได้กราบทูลความดำรินั้นแด่พระบรมศาสดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วได้ตรัสสาธุการว่าดีละ ๆ ทัพพมัลลบุตรแล้ว ตรัสให้สงฆ์สมมติท่านเป็นภัตตุทเทสก์ (ผู้แจกภัต)และเสนาสนคาหาปกะ(ผู้ปูลาดเสนาสนะ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนั้นพระศาสดาทรงดำริว่าพระทัพพนี้ยังเด็กอยู่ แต่ดำรงตำแหน่งใหญ่ จึงทรงประทานให้ท่านอุปสมบทแล้ว  ในเวลาที่ท่านมีพรรษา ๗ เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่ท่านได้ อุปสมบทแล้ว ท่านได้ตั้งใจทำกิจในหน้าที่ของท่านให้สำเร็จเรียบร้อยดี และท่านเป็นผู้ฉลาดในการนี้ด้วย จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหน้าที่จัดเสนาสนะ(เสนาสนปญฺญาปกานํ). &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  DABBA  MALLAPUTTA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-6526029173648636105?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/6526029173648636105/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=6526029173648636105' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6526029173648636105'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6526029173648636105'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_487.html' title='พระทัพพมัลลบุตรเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1092167048616430810</id><published>2007-09-17T23:07:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:43:33.028-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระโธตกเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระโธตกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโธตกเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี เมื่อมีอายุสมควรที่จะเล่าเรียนได้แล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรีผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมาพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากตำแหน่งปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะ และ เมืองอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทในหมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โธตกมาณพได้ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้ทูลขอโอกาสถามปัญหา ครั้นพระบรมศาสดาทรงอนุญาตแล้ว จึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่ห้าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้าทูลถามพระองค์ ขอจงตรัสบอกแก่ข้าพระพุทธเจ้า   ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะฟังพระวาจาของพระองค์  ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังสุรเสียงของพระองค์แล้ว จะศึกษาข้อปฏิบัติซึ่งเป็นเครื่องดับกิเลสของตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงตอบว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเป็นคนมีปัญญา มีสติ ทำความเพียรในศาสนานี้เถิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โธตกะ :  ข้าพระพุทธเจ้า ได้เห็นพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ หากังวลมิได้เที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก เหตุนี้ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายบังคมพระองค์ ขอพระองค์จงเปลื้องข้าพระพุทธเจ้าเสียจากความสงสัยเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า : เราเปลื้องใคร ๆ ในโลก ผู้ยังมีความสงสัยอยู่ไม่ได้ เมื่อท่านรู้ธรรมอันประเสริฐ ก็จะข้ามห้วงทะเลใหญ่ คือ กิเลสอันนี้เสียได้เอง&lt;br /&gt;โธตกะ   :      ถ้าพระองค์จะทรงพระกรุณา ก็ควรแสดงธรรมอันทำให้กิเลสดับ ที่ข้าพระพุทธเจ้าควรจะรู้  สั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าให้เป็นคนโปร่ง ไม่ขัดข้อง ดุจอาการตอนกิเลสดับเสียได้ ไม่อาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด เที่ยวอยู่ในโลกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  พระพุทธเจ้า :  เราจักบอกอุบายดับกิเลส ซึ่งจะเห็นได้เอง ไม่ต้องเชื่อตามข่าวที่บุคคลได้ทราบแล้ว จักมีสติข้ามพ้นความอยากที่ตรึงใจไว้ในโลกเสียได้แก่ท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โธตกะ :   ข้าพระพุทธเจ้าชอบใจอุบายดับกิเลส อันสูงสุดนั้นเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า :  ถ้าท่านรู้ว่า ความทะยานอยากทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ ท่ามกลางเป็นเหตุให้ติดข้องอยู่ในโลก ท่านอย่าทำความทะยานอยาก เพื่อจะเกิดในภพน้อยใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งถาม-ตอบปัญหา โธตกมาณพส่งใจไปตามธรรมเทศนา จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน บรรลุเป็นพระอรหันต์ เมื่อการถาม-ตอบปัญหาเสร็จแล้ว โธตกมาณพพร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคน ขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  DHOTAKA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1092167048616430810?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1092167048616430810/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1092167048616430810' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1092167048616430810'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1092167048616430810'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7249.html' title='พระโธตกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-5964304234488934623</id><published>2007-09-17T23:04:00.001-07:00</published><updated>2009-01-06T14:44:41.416-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระนทีกัสสปเถระ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อสีติมหาสาวก'/><title type='text'>พระนทีกัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนทีกัสสปะ  ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล  บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาตแล้ว  มีใจเลื่อมใส  ได้น้อมถวายผลมะม่วงผลหนึ่ง  มีสีดุจมโนศิลา  ซึ่งบังเกิดผลครั้งแรก  ของต้นมะม่วงที่ตนเองปลูกไว้  ด้วยบุญกรรมอันนั้น  เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระนทีกัสสปเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์กัสสปโคตร  มีพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อว่า อุรุเวลกัสสปะ มีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อว่า คยากัสสปะ  เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้เรียนจบไตรเพทด้วยกันทั้งสามคน ท่านมีเด็กหนุ่มเป็นบริวารสามร้อย  ครั้นพิจารณาเห็นลัทธิของตนไม่เป็นแก่นสาร จึงได้พากันออกบวชเป็นชฎิล บำเพ็ญพรตด้วยการบูชาเพลิงพร้อมกันทั้งสามคนกับบริวารตั้งอาศรมเรียงอยู่ตามฝั่งแม่น้ำโดยลำดับกัน ส่วนท่านเองตั้งอาศรมอยู่ที่ลำน้ำอ้อม หรือคุ้งแห่งแม่น้ำคงคา ถัดอาศรมของพี่ชายลงไปทางใต้ จึงได้นามฉายาว่า “นทีกัสสปะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระอุรุเวลกัสสปะผู้เป็นพี่ชายพร้อมด้วยบริวาร อันพระบรมศาสดาทรงทรมานให้เสื่อมหายคลายจากลัทธินั้นแล้ว จึงพากันลอยบริขารแห่งชฎิลเสียในแม่น้ำ แล้วพากันอุปสมบท  ท่านได้เห็นบริขารชฎิลลอยมาตามกระแสน้ำ สำคัญว่าเกิดอันตรายแก่พี่ชายของตน จึงพร้อมด้วยบริวารรีบไป ได้เห็นพระอุรุเวลกัสสปะ ผู้พี่ชายถือเพศเป็นภิกษุแล้ว ถามทราบความว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ จึงพากันลอยบริขารชฎิลเสียในแม่น้ำ พร้อมด้วยบริวารพากันออกไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขออุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ก็ทรงประทานอุปสมบทแก่ชฎิลทั้งหลายเหล่านี้ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา เหมือนอย่างท่านพระอุรุเวลกัสสปะผู้เป็นพี่ชาย  เมื่อท่านมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟังเทศนา อาทิตตปริยายสูตร ซึ่งพระบรมศาสดาทรงแสดงในเมื่อครั้งประทับอยู่ ณ ตำบลคยาสีสะ ก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นพระอเสขบุคคล พร้อมกับบริวาร ๓๐๐ คน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NADI  KASSAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-5964304234488934623?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/5964304234488934623/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=5964304234488934623' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5964304234488934623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5964304234488934623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1805.html' title='พระนทีกัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8774530788815459445</id><published>2007-09-17T23:03:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T23:03:08.374-07:00</updated><title type='text'>พระนันทกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนันทกเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์ อยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ต่อมาพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ ออกไปบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกมาณพพร้อมด้วยมาณพอื่น ออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีผูกปัญหาให้ไปทูลถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; นันทกมาณพ ได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่เจ็ดว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;         ชนทั้งหลายกล่าวว่า มุนีมีอยู่ในโลก ข้อนี้เป็นอย่างไร เขาเรียกคนถึงพร้อมด้วยญาณ หรือ ถึงพร้อมด้วยการเลี้ยงชีวิตว่าเป็นมุนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่า &lt;br /&gt;ผู้ฉลาดในโลกนี้ ไม่กล่าวคนว่าเป็นมุนี ด้วยได้เห็น ด้วยได้สดับ หรือด้วยได้รู้มา เรากล่าวว่า คนใดทำตนให้ปราศจากกองกิเลส เป็นคนหากิเลสมิได้ ไม่มีความกังวลทะยานอยาก คนผู้นั้นแลชื่อว่ามุนี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกมาณพ :  สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยได้เห็น ด้วยได้ฟัง ด้วยศีล และ พรต และด้วยวิธีเป็นอันมาก สมณพราหมณ์เหล่านั้น ประพฤติในวิธีเหล่านั้นตามที่ตนเห็นว่า เป็นเครื่องบริสุทธิ์ข้ามพ้นชาติชราได้มีอยู่บ้างหรือไม่ ข้าพระพุทธเจ้าทูลถามขอพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า  :   สมณพราหมณ์เหล่านั้น แม้ถึงประพฤติอย่างนั้น เรากล่าวว่าพ้นชาติชราไม่&lt;br /&gt;ได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกมาณพ  :  ถ้าพระองค์ตรัสว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น พ้นชาติชราไม่ได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครเล่าในเทวโลก หรือ ในมนุษยโลกจะพ้นชาติชราได้?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า : เราไม่กล่าวว่า สมณพราหมณ์ อันชาติชราครอบงำแล้วหมดทุกคน แต่เรากล่าวว่า สมณพราหมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ละอารมณ์ที่ตนได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้ และศีลพรต กับวิธีอันมากเสียทั้งหมด กำหนดรู้ตัณหาว่าเป็นโทษควรละแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นแลข้ามพ้นชาติชราได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นันทกมาณพ :  ข้าพระพุทธเจ้าชอบใจพระวาจาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไม่มีอุปธิ (กิเลส) ชอบแล้ว แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็เรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ผู้ข้ามห้วงแห่งชาติชราได้แล้วเหมือนพระองค์ตรัส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเมื่อจบเทศนา  นันทกมาณพได้บรรลุพระอรหัตผล  เมื่อพระบรมศาสดาทรงอบปัญหามาณพอื่นๆเสร็จแล้ว นันทกมาณพพร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคน ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NANDAKA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8774530788815459445?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8774530788815459445/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8774530788815459445' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8774530788815459445'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8774530788815459445'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4469.html' title='พระนันทกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-5659548876055026899</id><published>2007-09-17T23:00:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T23:00:59.882-07:00</updated><title type='text'>พระนันทกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนันทกเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  บังเกิดในครอบครัวหนึ่ง ในกรุงหังสวดี  กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้โอวาทสอนภิกษุณี  จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระนันทกเถระมา เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ฟังธรรมเทศนาในสำนักของพระบรมศาสดา บังเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้ทูลของบรรพชาอุปสมบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว ตั้งใจเจริญสมณธรรมบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคลในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นผู้มีความชำนิชำนาญในการระลึกซึ่งปุพเพสันนิวาสขันธสันดาน  อันท่านและสัตว์อื่นเคยอยู่เคยอาศัยบังเกิดในชาติก่อน (คือเป็นผู้ชำนาญในการระลึกชาติหนหลังได้) และท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมแก่บริษัทสี่ ชี้แจงให้เป็นที่พอใจ และเข้าใจได้โดยง่าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตำนานกล่าวว่า ท่านแสดงธรรมเทศนา ว่าด้วยเรื่องอายตนะ ๖ ประการแก่นางภิกษุณีมีประมาณห้าร้อย ในที่สุดเทศนา นางภิกษุณีเหล่านั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล และพากันชื่นชมยินดีในพระธรรมเทศนาของท่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงทราบ ในวันรุ่งขึ้นรับสั่งให้ไปแสดงธรรมสั่งสอนภิกษุณีอีก ยังนางภิกษุณีเหล่านั้นให้ดำรงอยู่ในอรหัตผล พร้อมด้วยกันทั้งห้าร้อยองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะอาศัยคุณสมบัตินี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ คือ ตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่นางภิกษุณี(ภิกฺขุโนวาทกานํ).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NANDAKA THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-5659548876055026899?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/5659548876055026899/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=5659548876055026899' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5659548876055026899'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5659548876055026899'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5293.html' title='พระนันทกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-6430863096288637496</id><published>2007-09-17T22:58:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:58:51.276-07:00</updated><title type='text'>พระนันทเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนันทเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  ถือปฏิสนธิในครอบครัวหนึ่ง ในกรุงหงสวดี  เจริญวัยแล้ว  กำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา  เห็นพระศาสดาสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย  จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระนันทเถระ มาบังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้ครองกบิลพัสดุ์นคร เมื่ออยู่ในครรภ์พระมารดาทำให้บรรดาประยูรญาติมีความยินดีร่าเริงใคร่จะเห็น ด้วยเหตุนั้นเมื่อพระราชกุมารประสูติแล้ว บรรดาประยูรญาติได้ถือเอานิมิตนั้นไปถวายพระนามว่า “นันทกุมาร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว เสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ที่นิโครธาราม ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระราชบิดาและพระนางมหาปชาบดีโคตมีพระน้านาง ประกาศธรรมให้ได้ความเชื่อ ความเลื่อมใส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันหนึ่ง มีการอาวาหมังคลาภิเษก ระหว่างนันทุมารและนางชนบทกัลยาณี พระองค์เสด็จไปเสวยที่พระตำหนักของนันทกุมารเสร็จแล้ว ทรงส่งบาตรให้นันทกุมารถือไว้ แล้วตรัสอวยชัยให้พรเพื่อเป็นมงคลแล้วเสด็จกลับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนนันทกุมารถือบาตรตามเสด็จไป นึกรำพึงในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงรับบาตรในที่แห่งใดก็จะรีบกลับมา แต่ไม่สามารถจะทูลเตือนได้ เพราะมีความเคารพในพระองค์ ส่วนนางชนบทกัลยาณีที่จะเป็นเทวีของนันทกุมาร ได้เห็นอาการอย่างนั้นจึงร้องสั่งว่า ขอพระลูกเจ้าจงรีบเสด็จกลับมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จถึงที่ประทับแล้ว จึงตรัสถามนันทกุมารว่า นันทะ เธอจักบวชหรือ นันทกุมารแม้ไม่สมัครใจจะบวช แต่ไม่อาจขัด เพราะมีความเคารพมาก จึงทูลยอมรับด้วยความฝืนใจว่าจะบวช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นบวชแล้วหวนระลึกถึงแต่คำที่นางชนบทกัลยาณีที่ร้องสั่งไว้อยู่เสมอ มีความกระสันกระวนกระวายในอันที่จะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป คิดจะสึกออกมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องจึงพาเที่ยวจาริกไปในสู่เทวโลก ให้ได้เห็นนางเทพธิดาที่มีรูปสวยงามกว่านางชนบทกัลยาณีนั้น ให้พระนันทะละความรักรูปนางชนบทกัลยาณีเสียมุ่งหมายอยากจะได้รูปหญิงที่สวย ๆ งาม ๆ ยิ่งกว่านั้นต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงก็เป็นไปเช่นนั้น จนผลที่สุดพระบรมศาสดาต้องเป็นผู้รับประกันว่า ถ้าพระนันทะตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว พระองค์ทรงรับรองที่จะหาหญิงที่สวย ๆ งาม ๆ ให้ ต่อแต่นั้น พระนันทะก็ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่ออยากได้หญิงที่รูปสวย ๆ งาม ๆ จนข้อความนั้นแผ่กระจายไปทั่ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมู่ภิกษุก็พากันล้อเลียนท่านว่า พระนันทะเป็นลูกจ้าง &lt;br /&gt;“เขาว่า ท่านนันทะเป็นลูกจ้าง เขาว่า ท่านนันทะถูกซื้อมา  ประพฤติพรหมจรรย์  เพราะเหตุอยากได้นางเทพอัปสรทั้งหลาย  เขาว่า  พระผู้มีพระภาคเจ้ารับประกันท่านนันทะนั้น  ที่จะได้นางเทพอัปสร ๕๐๐ นาง ซึ่งมีเท้าเหมือนไก่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระนันทะเกิดความละอาย คิดว่า “ ภิกษุพวกนี้  ไม่พูดถึงผู้อื่น พูดปรารภถึงเรา  การกระทำของเราไม่ถูกต้องแน่แล้ว”หลีกไปอยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาทบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัตต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อท่านพระนันทะได้บรรลุพระอรหัตต์แล้ว ปรากฏว่าท่านเป็นผู้สำรวมระวังอินทรีย์ ด้วยเหตุนี้  ต่อมาภายหลัง  พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร  ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดกว่าเหล่าภิกษุสาวกผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย (อินฺทริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ) .&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NANDA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-6430863096288637496?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/6430863096288637496/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=6430863096288637496' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6430863096288637496'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6430863096288637496'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3403.html' title='พระนันทเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-6803702434348898831</id><published>2007-09-17T22:55:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:55:56.062-07:00</updated><title type='text'>พระนาคิตเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนาคิตะ มีชาติภูมิเป็นมาอย่างไร เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ในสำนักของใคร ณ ที่ไหน ยังไม่ได้พบที่มาแห่งประวัติของท่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องราวของท่านที่มีมาในคัมภีร์นั้น ๆ ก็กล่าวถึงเรื่องตอนที่ท่านได้อุปสมบทแล้ว และปรากฏว่าท่านเคยเป็นผู้อุปัฏฐากพระศาสดาองค์หนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาเสด็จเที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่บรรลุถึงบ้านพราหมณ์ชื่อว่าอิจฉานังคละ ประทับอยู่ ณ ที่นั้น พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวอิจฉานังคละ ได้ทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จมาจึงพากันจัดแจงของถวายมีของขบเคี้ยวของฉันเป็นต้น แล้วพร้อมกันเข้าไปเฝ้าส่งเสียงดังอึงคะนึงอยู่นอกซุ้มประตู &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนั้นท่านพระนาคิตะเป็นผู้อุปัฏฐากพระองค์  เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับเสียงนั้นแล้วรับสั่งถามท่านพระนาคิตะว่า  ดูกรนาคิตะ ชนพวกไหนนั่น พากันส่งเสียงดังอึงคะนึงอยู่เหมือนพวกชาวประมงแย่งปลากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านขอไปดูแล้วกลับมาทูลว่า พวกพราหมณ์และคฤหบดีชาวอิจฉานังคละ พากันถือขาทนียะโภชนียะ(ของขบเคี้ยวและของฉัน)มา เพื่ออุทิศถวายพระองค์ พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงรับสั่งว่า นาคิตะ ตถาคตไม่ต้องการสมาคมด้วย ต้องการแต่ความสงัดความวิเวก ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ขอพระองค์จงรับเถิด บัดนี้เป็นโอกาสอันสมควรที่พระองค์จะทรงรับแล้ว แต่พระองค์ตรัสห้ามเสีย แล้วทรงแสดงอานิสงส์ของภิกษุผู้มีความมักน้อยเที่ยวไปอยู่ในป่า ยินดีเสนาสนะอันเงียบสงัด&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ท่านพระนาคิตะนั้นนับเข้าในจำนวนพระมหาสาวกรูปหนึ่ง แต่ท่านจะได้สำเร็จมรรคผลในครั้งไหนไม่ปรากฏ แม้ในเรื่องที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้พูดถึง แต่พึงเข้าใจว่า ท่านได้สำเร็จพระอรหัตผลเป็นอเสขบุคคลในพระพุทธศาสนา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NAGITA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-6803702434348898831?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/6803702434348898831/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=6803702434348898831' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6803702434348898831'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6803702434348898831'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5179.html' title='พระนาคิตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8667188781871365063</id><published>2007-09-17T22:41:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:41:41.514-07:00</updated><title type='text'>พระนาลกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระนาลกะ เป็นบุตรของน้องสาวอสิตดาบส หรือกาฬเทวิลดาบส ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อครั้งพระมหาบุรุษประสูติใหม่ กาฬเทวิลดาบสไปเยี่ยมเยียน ได้เห็นพระลักษณะของพระมหาบุรุษถูกต้องตามตำราพยากรณ์ของพราหมณ์ ว่าพระองค์จะเสด็จออกทรงผนวช แล้วจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาเอกของโลก จึงมาแนะนำนาลกะผู้หลานชายให้ออกบวชประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ คอยพระองค์อยู่ นาลกะก็กระทำตามคำแนะนำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระมหาบุรุษเจ้าเสด็จออกทรงผนวชได้ตรัสรู้แล้ว นาลกะได้ทราบข่าว จึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลถามปัญหาโมไนยปฏิบัติ พระองค์ก็ทรงพยากรณ์ให้โดยนัยเป็นต้นว่า พึงทำจิตให้เสมอในสัตว์และบุคคลทั้งปวง อย่าโกรธอย่าโทมนัสขัดแค้นในเมื่อถูกบริภาษ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเวลาจบการถามตอบปัญหา นาลกะเกิดความเลื่อมใส จึงทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทแล้วทูลลาพระบรมศาสดาเข้าไปสู่ป่า อุตส่าห์พยายามทำความเพียรในโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฎ์ ไม่ทำความสนิทสนมกับชาวบ้าน ไม่ติดในบุคคลและถิ่น เป็นผู้มักน้อยในที่จะเห็น เป็นผู้มักน้อยในที่จะฟัง เป็นผู้มักน้อยในที่จะถาม ไม่ช้าไม่นานท่านก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นผู้ปฏิบัติโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ เป็นธรรมเนียมของผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ จะคงมีชีวิตอยู่ได้ ๗ เดือนเป็นอย่างน้อย ๗ ปีเป็นอย่างกลาง ๑๖ ปีเป็นอย่างสูง และในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ๆ จะมีพระสาวกผู้บำเพ็ญโมไนยปฏิบัติเพียงองค์เดียวเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะนี้ จัดว่าพระนาลกะ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรโมไนยปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ นับแต่วันที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลมา ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่ได้เพียง ๗ เดือนเท่านั้นก็ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอิริยาบถยืน เฉพาะพระพักตร์ศาสดา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  NALAKA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8667188781871365063?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8667188781871365063/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8667188781871365063' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8667188781871365063'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8667188781871365063'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6343.html' title='พระนาลกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1823719532805375538</id><published>2007-09-17T22:39:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:39:46.108-07:00</updated><title type='text'>พระปิงคิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปิงคิยเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิงคิยมาณพได้ออกบวชติดตามด้วยและอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาส่งไปให้ทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิงคิยมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนสุดท้ายว่า&lt;br /&gt;         ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนแก่แล้ว ไม่มีกำลังวังชา มีผิวพรรณเหี่ยวย่นแล้ว ดวงตาของข้าพระพุทธเจ้าก็เห็นไม่ชัดนัก หูก็ฟังไม่ชัด ขอข้าพระพุทธเจ้าอย่าเป็นผู้หลงฉิบหายเสียในระหว่างเลย ขอพระองค์จงตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในอัตภาพนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       พระบรมศาสดาทรงมีดำรัสตอบว่า ท่านเห็นว่า ชนทั้งหลายประมาทแล้ว ย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นเหตุ เพราะฉะนั้น ท่านจงเป็นคนไม่ประมาท ละความพอใจในรูปเสีย จะได้ไม่เกิดอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       ปิงคิยมาณพ :  ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ เป็นสิบทิศทั้งทิศเบื้องบนเบื้องต่ำ ที่พระองค์ไม่เคยเห็น ไม่เคยฟัง ไม่เคยทราบ ไม่ได้รู้แล้วแม้แต่น้อยหนึ่งมิได้มีในโลก ขอพระองค์ตรัสบอกธรรมเป็นเครื่องละชาติชราในชาตินี้เสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;       พระบรมศาสดา : เมื่อท่านเห็นหมู่มนุษย์อันตัณหาครอบงำ มีความเดือดร้อนเกิดขึ้น อันชราถึงรอบด้านแล้ว เหตุนั้น ท่านจงอย่าประมาท ละตัณหาเสีย จะได้ไม่เกิดอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา ปิงคิยมาณพได้เพียงดวงตาเห็นธรรม คือได้บรรลุเพียงโลดาปัตติผล เพราะเวลาฟังคำตอบปัญหา มีจิตฟุ้งซ่านคิดถึงพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ว่า ลุงของเราหาได้ฟังธรรมเทศนาที่ไพเราะอย่างนี้ไม่ อาศัยโทษที่จิตฟุ้งซ่าน เพราะความรักใคร่ในอาจารย์ จึงไม่อาจทำจิตให้สิ้นจากอาสวะได้   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้น ปิงคิยมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นท่านปิงคิยมาณพได้อุปสมบทแล้ว จึงทูลลาพระศาสดากลับไปแจ้งข่าวแก่พราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์แล้ว แสดงธรรมเทศนาแก้ปัญหาสิบหกข้อนั้นให้ฟัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภายหลังได้สดับโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอน ได้บรรลุพระอรหัตผล ส่วนพราหมณ์พาวรีผู้เป็นอาจารย์ ได้บรรลุธรรมแต่เพียงชั้นเสขภูมิ (อนาคามิผล).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ&lt;br /&gt;       หลักพิสูจน์ว่า มาณพ ๑๖ คนบรรลุพระอรหัตต์ มาณพ ๑๖ คนได้สำเร็จพระอรหัตผลตามลำดับ เพราะมีหลักพิสูจน์ว่า ตอนที่พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนาจบลง ทรงชี้แจงว่า เมื่อกาลเป็นที่จบลงแห่งธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่ง ๆ ของมาณพนั้น ๆ ต่างก็พากันได้บรรลุพระอรหัตต์ทุก ๆ ท่าน เว้นแต่ปิงคิยมาณพผู้เดียวเท่านั้น ได้เพียงธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม&lt;br /&gt;       ความเลื่อมใสแห่งบุคคล ๔ จำพวก พระอรรถกถาจารย์พรรณาถึงบุคคล ๔ จำพวก อันจะพึงเลื่อมใสได้ด้วยอาการต่างกัน คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑.    รูปัปปมาณิกา ถือประมาณในรูป คือ พอใจในการดูการเห็นบุคคลจำพวกนี้ จะชักจูงให้เลื่อมใสได้ โดยการให้ได้เห็นการแสดงท่าทางต่าง ๆ อันเนื่องจากการทำพิธี อย่างมีแห่พระพุทธรูปเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒.   โฆสัปปมาณิกา ถือประมาณในเสียง คือ ชอบฟังเสียง บุคคลจำพวกนี้ จะชักจูงให้เลื่อมใสได้ โดยการให้ได้ฟังเสียงอันไพเราะ เช่นการเทศนาโดยทำนอง มีเทศน์มหาชาติเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓.   ลูขัปปมาณิกา ถือประมาณในของเศร้าหมอง ชอบการประพฤติปอน บุคคลจำพวกนี้จะชักจูงให้เลื่อมใสได้ โดยการให้ได้เห็นการประพฤติปอน มีการครองผ้าเก่าคร่ำคร่าเป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔.   ธัมมัปปมาณิกา ถือประมาณในธรรม ชอบใจเฉพาะข้อปฏิบัติ บุคคลจำพวกนี้จะชักจูงให้เลื่อมใสได้ โดยการให้ได้ฟังธรรมอันมุ่งกล่าวเฉพาะข้อปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  PINGIYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1823719532805375538?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1823719532805375538/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1823719532805375538' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1823719532805375538'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1823719532805375538'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2755.html' title='พระปิงคิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-9027468786169698486</id><published>2007-09-17T22:36:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:36:50.992-07:00</updated><title type='text'>พระปิณโฑลภารทวาชเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  บังเกิดเป็นสีหะ  ณ  เชิงบรรพต  พระศาสดาตรวจดูโลก  ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติของท่าน  จึงเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี  ภายหลังเสวยภัตตาหารแล้ว  ในเวลาใกล้รุ่ง  เมื่อสีหะออกไปหาเหยื่อ   จึงทรงเข้าไปในถ้ำที่อยู่ของสีหะนั้น  ประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศ เข้านิโรธสมาบัติ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระยาสีหะได้เหยื่อแล้ว  กลับมาหยุดอยู่ที่ที่ประตูถ้ำ   ดำริว่า  ไม่มีสัตว์อื่นที่ชื่อว่าสามารถจะมานั่งที่อยู่ของเรา  บุรุษนี้ใหญ่แน่แท้หนอ  มานั่งขัดสมาธิภายในถ้ำได้  แม้รัศมีสรีระของท่านก็แผ่ไปโดยรอบ  เราไม่เคยเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้  บุรุษนี้จักเป็นยอดของปูชนียบุคคลในโลกนี้  แม้เราควรกระทำสักการะตามสติกำลังถวายพระองค์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงนำดอกไม้ต่างๆทั้งที่เกิดในน้ำ  ทั้งที่เกิดบนบกมาลาดเป็นอาสนะดอกไม้ตั้งแต่พื้นจนถึงที่นั่งขัดสมาธิ  ยืนนมัสการพระตถาคตในที่ตรงพระพักตร์ตลอดคืนยังรุ่ง  รุ่งขึ้นวันใหม่นำดอกไม้เก่าออก  เอาดอกไม้ใหม่ลาดอาสนะแบบเดียวกัน  เที่ยวตกแจ่งปุปผาสนะถึง ๗วัน  บังเกิดปีติโสมนัสอย่างแรง  ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูถ้ำ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวันที่ ๗  พระศาสดาออกจากนิโรธสมาบัติ  ประทับยืนที่ประตูถ้ำ  พระยาสีหะราชาแห่งมฤคกระทำประทักษิณพระตถาคต ๓ ครั้ง  ไหว้ในที่ทั้ง ๔  แล้วถอยออกไปยืนอยู่  พระศาสดาทรงดำริว่า  เท่านี้จักพอเป็นอุปนิสัยแก่เธอ  เหาะกลับไปพระวิหารตามเดิม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายพระยาสีหะนั้นเป็นทุกข์เพราะพลัดพรากพระพุทธองค์  กระทำกาละแล้วถือปฏิสนธิในตระกูลมหาศาลในกรุงหงสวดี  เจริญวัยแล้ว  วันหนึ่งไปพระวิหารกับชาวกรุง  ฟังพระธรรมเทศนา  บำเพ็ญมหาทาน ๗ วัน  กระทำกาละในภพชาตินั้นแล้ว  เวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งหลาย    &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ เป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ภารทวาชโคตร ในกรุงราชคฤห์ มีชื่อตามสกุลว่า ภารทวาชมาณพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทตามลัทธิของพราหมณ์ มีความชำนิชำนาญ ได้เป็นคณาจารย์บอกศิลปวิทยาแก่มาณพประมาณ ๕๐๐ คน &lt;br /&gt;ภารทวาชมาณพนั้นมีความโลภในอาหาร เที่ยวไปแสวงหาอาหารกับพวกมาณพผู้เป็นศิษย์ในที่ต่าง ๆ คือ ในที่ตนควรได้บ้างไม่ควรได้บ้างเหตุ ดังนั้น จึงมีนามปรากฏว่า “ปิณโฑลภารทวาชมาณพ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระบรมศาสดาประกาศพระศาสนามาโดยลำดับจนบรรลุถึงพระนครราชคฤห์ ปิณโฑลภารทวาชมาณพได้ทราบข่าว จึงเข้าไปเฝ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระปิณโฑลภารทวาชะได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท อุตสาหะเจริญสมณธรรมในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ช้าไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล ท่านเป็นผู้สมบูรณ์ด้วย อินทรีย์ ๓ ประการ คือ สตินทรีย์  สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลนั้น ท่านถือเอาอาสนะเครื่องลาดไปสู่บริเวณวิหาร ปูลาดแล้ว เที่ยวบันลือออกซึ่งสีหนาทด้วยวาจาอันองอาจว่า ผู้ใดมีความสงสัยมรรคหรือผล ผู้นั้นจงถามเราเถิด ไม่ว่าจะไปในที่ไหน แม้ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา ท่านก็บันลือสีหนาทว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  กิจที่ควรกระทำในพระศาสนานี้ถึงที่สุดแล้ว   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาศัยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้บันลือสีหนาท (สีหนาทิกานํ).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  PINDOLA  BHARADAVAJA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-9027468786169698486?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/9027468786169698486/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=9027468786169698486' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/9027468786169698486'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/9027468786169698486'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1739.html' title='พระปิณโฑลภารทวาชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7610386022925809897</id><published>2007-09-17T22:34:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:34:12.610-07:00</updated><title type='text'>พระปิลินทวัจฉเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปิลินทวัจฉเถระ  เมื่อ่ครั้งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า  เกิดในครอบครัวของผู้มีโภคทรัพย์มาก ในกรุงหงสวดี  ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นที่รักเป็นที่ขอบใจของเทวดาทั้งหลาย  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  กระทำกุศลตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระปิลินทวัจฉเถระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ วัจฉโคตร ท่านชื่อว่า “ปิลินทะ” เรียกชื่อรวมเข้ากับโคตรด้วยว่า ปิลินทวัจฉะ เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา  บังเกิดศรัทธาแก่กล้า ได้บรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุแล้ว ไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคล(บุคคลที่ไม่ต้องศึกษา)ในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร อันเป็นกลันทกนิวาปสถาน (สถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต) ในกรุงราชคฤห์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านปิลินทวัจฉะเมื่อพูดกับคฤหัสถ์ก็ดี  ภิกษุก็ดี  ใช้โวหารว่า “วสล” ซึ่งแปลว่า “เป็นคนถ่อย” อันเป็นคำหยาบคายทุกคำไป  เช่น “มาซิเจ้าถ่อย, ไปซิเจ้าถ่อย, นำไปซิเจ้าถ่อย, ถือเอาซิเจ้าถ่อย”  พวกภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก จึงพากันเข้ากราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงรับสั่งให้ภิกษุรูปหนึ่งไปเรียกตัวเข้ามาเฝ้า ครั้นพระปิลินทวัจฉะเข้ามาเฝ้าแล้ว ทรงรับสั่งถาม ดูกรปิลินทวัจฉะ ได้ทราบข่าวว่า เธอร้องเรียกพวกภิกษุด้วยวาทะว่า “วสล” จริงหรือ? จึงกราบทูลว่า จริงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนึกถึงบุพเพสันนิวาส(อดีตชาติ)ของท่านพระปิลินทวัจฉะแล้ว ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกล่าวเช่นนั้น  แห่งบุตรของเราจนเคยชินในปัจจุบันเท่านั้นหามิได้  แต่ในอดีตกาล  บุตรของเรานี้บังเกิดในครอบครัวแห่งพราหมณ์ผู้มักกล่าวว่า ถ่อย ถึง ห้าร้อยชาติ  ดังนั้นบุตรของเรานี้จึงกล่าวเพราะความเคยชินมิได้กล่าวด้วยเตนาหยาบ  จริงอยู่โวหารแห่งพระอริยะทั้งหลายแม้จะหยาบอยู่บ้าง  ก็ชื่อว่าบริสุทธิ์แท้  เพราะไม่หยาบไม่เป็นบาป  แม้มีประมาณเล็กน้อยเพราะการรกล่าวนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระปิลินทวัจฉเถระมีวาจาสิทธิ์รูปหนึ่ง  เช่น  วันหนึ่งท่านเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์  พบชายผู้หนึ่งถือดีปลีเต็มถาด กำลังเดินเข้ามาในกรุง จึงถามว่า ในภาชนะของมีอะไร  ชายผู้นั้นคิดว่า  สมณะรูปนี้กล่าคำหยาบกับเราแต่เช้าเทียว  เราควรกล่าวคำที่เหมาะแก่สมณะรูปนี้เหมือนกัน  จึงตอบว่า  ในภาชนะของฉันมีขี้หนูซิท่าน  พระเถระพูดว่า เจ้าถ่อย มันจักต้องเป็นอย่างว่านั้น  เมื่อพระเถระคล้อยหลังไป  ดีปลีก็กลายเป็นขี้หนูไปหมด และก็เป็นทั้งเล่มเกวียนที่บรรทุกดีปลีมา  เขาจะต้องแก้วาจาสิทธิ์ของท่านโยการแนะนำของเพื่อนด้วยการถือดีปลีเต็มภาชนะ ไปยืนข้างหน้าท่าน เมื่อพระเถระกล่าวว่า นั่นอะไรล่ะ เจ้าถ่อย  ชายผู้นั้นก็ตอบว่า ดีปลีขอรับท่าน  พระเถระกล่าว่า  จักเป็นอย่างนั้นเจ้าถ่อย  มันก็กลายเป็นดีปลีทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะ นั้นได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่รักใคร่เจริญใจของเทพยดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยมีความเป็นมาว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ  พระเถระนี้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ  ทรงให้มหาชนรักษาศีลห้า  ได้ทรงทรงกระทำกุศลที่มุ่งสู่สวรรค์  เหล่าเทวดาที่บังเกิดในฉกามาวจรสวรรค์ ๖  ชั้น ได้โอวาทของพระองค์นั่นแหละแล้วตรวจดูสมบัติของตนในสถานที่ที่บังเกิดแล้ว นึกอยู่ว่า  เราได้สมบัติเพราะอาศัยพระเถระ จึงมานมัสการพระเถระทั้งเวลาเช้าเวลาเย็น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  PILINDA  VACCHA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7610386022925809897?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7610386022925809897/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7610386022925809897' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7610386022925809897'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7610386022925809897'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1736.html' title='พระปิลินทวัจฉเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-6546038432568665908</id><published>2007-09-17T22:31:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:31:43.202-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณกเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปุณณกะ เป็นบุตรพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นต่อมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาสวิสัย จึงได้ทูลลาออกจากหน้าที่ปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะต่อกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุณณกมาณพออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และอยู่ในศิษย์ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุณณกมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สามว่า  บัดนี้ มีปัญหามาถึงพระองค์ ผู้ที่หาความหวาดหวั่นมิได้ รู้เหตุที่เป็นรากเหง้าของสิ่งทั้งปวง ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถาม หมู่มนุษย์ในโลกนี้คือ ฤาษี กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นอันมาก อาศัยอะไรจึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อความนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงตอบว่า หมู่มนุษย์เหล่านั้น อยากได้ของที่ตนปรารถนา อาศัยที่มีชราทำให้แปรเปลี่ยน จึงบูชายัญบวงสรวงเทวดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุณณกเถระ : หมู่มนุษย์เหล่านั้น ถ้าไม่ประมาทในยัญของตน จะข้ามพ้นชาติชราได้บ้างหรือไม่?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า  :  หมู่มนุษย์เหล่านั้น มุ่งลาภที่ตนหวัง จึงพูดสรรเสริญการบูชายัญ รำพันสิ่งที่ตัวปรารถนา ก็เพราะอาศัยลาภ เรากล่าวว่า ผู้บูชายัญเหล่านั้นยังเป็นคนกำหนัดยินดีในภพ ไม่ข้ามพ้นชาติชราไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุณณกเถระ :  ถ้าผู้บูชายัญเหล่านั้น ข้ามพ้นชาติชราเพราะยัญของตนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าในเทวโลก หรือมนุษย์โลก ข้ามพ้นชาติชรานั้นได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า  : ความอยาก ซึ่งเป็นเหตุดิ้นรนทะเยอทะยานของผู้ใด ไม่มีอยู่ในทุก ๆ ชาติ เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมที่ยิ่ง และ หย่อนในโลก เรากล่าวว่า ผู้นั้นซึ่งสงบระงับแล้ว ไม่มีทุจริต ความประพฤติชั่ว อันจะทำให้มัวหมอง ดุจควันไฟอันจับเป็นเขม่า ไม่มีกิเลสอันจะกระทบจิต หาความอยากทะเยอทะยานมิได้ ข้ามพ้นชาติชราไปได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระบรมศาสดาทรงแก้ปัญหา ที่ปุณณกมาณพทูลถามอย่างนี้แล้ว ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา ปุณณกมาณพ ได้สำเร็จพระอรหัตผลเมื่อพระศาสดาทรงตอบปัญหาแห่งมาณพคนอื่นๆเสร็จสิ้นแล้ว ปุณณกมาณพพร้อมด้วยมาณพอีก ๑๕ คน ขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า PUNNAKA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-6546038432568665908?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/6546038432568665908/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=6546038432568665908' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6546038432568665908'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/6546038432568665908'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9542.html' title='พระปุณณกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1679603342420905939</id><published>2007-09-17T22:29:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:29:47.934-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณชิเถระ</title><content type='html'>ท่านปุณณชิเถระ  เป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองพาราณสี เป็นสหายกันกับท่านพระยสะ เมื่อได้ทราบข่าวว่า ยสกุลบุตรผู้เป็นสหายออกบวชแล้วคิดว่า ธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชนั้นจักไม่เลวทรามเป็นแน่แท้ คงเป็นธรรมวินัยอันประเสริฐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงพร้อมด้วยสหายพระยสะอีกสามคน คือ วิมละ สุพาหุ ควัมปติ พากันเข้าไปหาพระยสะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระยสะจึงพาท่านพร้อมทั้งสหายไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอให้พระองค์ทรงสั่งสอนด้วย เทศนาอนุปุพพิกถา(ทาน,ศีล, สวรรค์,โทษของกาม อานิสงส์การออกบวช)และ อริยสัจ ๔ (ทุกข์, สมุทัย,นิโรธ,มรรค)ในเวลาจบเทศนาท่านได้ดวงตาเห็นธรรม(เป็นพระโสดาบัน) จึงทูลขออุปสมบทกับพระศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ก็ทรงประทานอนุญาตให้เป็นภิกษุโดยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้ว ได้ฟังเทศนาปกิรณกกถาเพิ่มเติมอีก ก็ได้สำเร็จพระอรหันตผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ท่านปุณณชิเถระก็เป็นองค์หนึ่งซึ่งได้รับอนุมัติจากสมเด็จพระศาสดาให้ไปประกาศพระศาสนาในนานาชนบท ได้ช่วยทำกิจตามหน้าที่ที่ท่านสามารถจะทำได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  PUNNAJI  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1679603342420905939?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1679603342420905939/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1679603342420905939' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1679603342420905939'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1679603342420905939'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2414.html' title='พระปุณณชิเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2143845741870674476</id><published>2007-09-17T22:28:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:28:14.004-07:00</updated><title type='text'>พระปุณณมันตานีบุตรเถระ</title><content type='html'>ท่านพระปุณณมันตานีบุตร  ก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปมุมุตตระทรงอุบัติ  ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล  ในกรุงสงสวดี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาขึ้นตามลำดับ แล้วได้ออกบวชเป็นดาบส   มีชฏิลเป็นบริวารเป็นจำนวนมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกาลต่อมา  เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว  ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าสัตว์ผู้ควรแก่การตรัสรู้  จึงไปยังพระวิหารพร้อมกับมหาชน   นั่งอยู่ท้ายบริษัทแล้วฟังธรรมอยู่  เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก  จึงคิดว่า  แม้เราก็ควรเป็นเช่นนี้บ้างในอนาคต  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาจบเทศนา  เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้ว  จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา  ทูลนิมนต์แล้วกระทำมหาสักการะ  แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ด้วยการกระทำอันยิ่งนี้  ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น  ก็ภิกษุนั้น  พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก  ในที่สุดของวันที่ ๗ ฉันใด  แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น  พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล  ได้ทำความปรารถนาแล้ว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคต  ทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ  จึงทรงพยากรณ์ว่า  ในอนาคตกาล  ในที่สุดแสนกัป  พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักอุบัติขึ้น  เธอบวชในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น  จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านกระทำกรรมอันงามตลอดชั่วอายุ  จุติจากอัตภาพนั้น  เก็บรวมบุญสมภารอยู่แสนกัป  ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์โลกทั้งหลาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระ   บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ชื่อว่า โทณวัตถุ ไม่ห่างไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ เดิมชื่อว่า “ปุณณะ” เรียกชื่อตามที่เป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณีว่า ปุณณมันตานีบุตร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุณณมาณพเป็นหลานของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ เพราะนางมันตานีพราหมณีผู้เป็นมารดาเป็นน้องสาวของท่าน การที่ปุณณมาณพจะได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เพราะอาศัยพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นลุง เป็นผู้ชักนำมาให้บวช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ท่านไปที่กรุงกบิลพัสดุ์ ได้ให้ปุณณมาณพผู้หลานชายบวชในพระพุทธศาสนา  ครั้นพระปุณณะบวชแล้วไปอยู่ในที่ชาติภูมิ  บำเพ็ญเพียร  ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระปุณณะ ตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ อย่างคือ มักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่ชอบเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ปรารภความเพียร บริบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ความรู้เห็นในวิมุตติ แม้เมื่อมีบริวารท่านก็สั่งสอนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรม ๑๐ ประการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมาภิกษุที่เป็นบริวารของท่านลาไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลพรรณนาคุณพระอุปัชฌาย์ของตนว่าตั้งอยู่ในคุณธรรม ๑๐ ประการนั้น และสั่งสอนให้บริวารตั้งอยู่ในคุณธรรม ๑๐ ประการนั้นด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานั้น พระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ได้ยินภิกษุเหล่านั้นทูลพรรณนาคุณของพระปุณณะ มีความประสงค์อยากจะรู้จักและสนทนาด้วย เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาเมืองสาวัตถีแล้ว ท่านพระปุณณะมาเฝ้า พอหลีกไปจากที่เฝ้าแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระสารีบุตรทราบข่าว จึงเข้าไปหาสนทนาปราศรัยกันแล้ว ไต่ถามถึงวิสุทธิ ๗ ประการ ท่านพระปุณณะก็วิสัชนาชักอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบด้วยรถ ในที่สุดแห่งการปุจฉาวิสัชนาวิสุทธิ ๗ ประการนั้น พระเถระทั้งสองก็อนุโมทนาภาษิตของกันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น อาศัยความที่ตนตั้งอยู่ในคุณเช่นใดแล้ว สอนผู้อื่นให้ตั้งอยู่ในคุณเช่นนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องสรรเสริญในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ปุณณะนี้  เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นธรรมกถึก(ธมฺมกถิกานํ). &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  PUNNA  MANTANIPUTTA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2143845741870674476?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2143845741870674476/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2143845741870674476' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2143845741870674476'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2143845741870674476'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1355.html' title='พระปุณณมันตานีบุตรเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1660894127581351155</id><published>2007-09-17T22:25:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:25:44.689-07:00</updated><title type='text'>พระโปสาลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระโปสาลเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปสาลมาณพได้ออกบวชติดตามไปด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปกราบทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โปสาลมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบสี่ว่า&lt;br /&gt;        ข้าพระพุทธเจ้า ขอทูลถามถึง ญาณของบุคคลผู้มีความกำหนดหมายในรูปแจ้งชัด (คือ ได้บรรลุรูปฌานแล้ว) ละรูปารมณ์ทั้งหมดได้แล้ว (คือ บรรลุฌานสูงกว่ารูปฌานขึ้นไปแล้ว) เห็นอยู่ทั้งภายในภายนอกว่า ไม่มีอะไรเลย (คือ บรรลุอรูปฌาน ที่เรียก อากิญจัญญายตนะ) บุคคลเช่นนั้นจะควรแนะนำสั่งสอนให้ทำอย่างไรต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงมีดำรัสตอบว่า &lt;br /&gt;พระตถาคตรู้ภูมิที่เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งหมด จึงรู้บุคคลเช่นนั้น แม้ยังคงอยู่ในโลกนี้ว่ามีอัธยาศัยน้อมในอากิญจัญญายตนภพ มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นเครื่องประกอบ ลำดับนั้นย่อมพิจารณาเห็นสหชาตธรรม ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น (คือ ธรรมที่เกิดพร้อมกับฌานนั้น) แจ้งชัด โดยลักษณะสามอย่าง (คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัว) ข้อนี้เป็นฌานอันถ่องแท้ของบุคคลเช่นนั้น ผู้มีพรหมจรรย์ได้ประพฤติหมดแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา โปสาลมาณพได้บรรลุพระอรหัตผล เมื่อจบถาม-ตอบโสฬสปัญหา โปสาลมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  POSALA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1660894127581351155?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1660894127581351155/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1660894127581351155' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1660894127581351155'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1660894127581351155'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4306.html' title='พระโปสาลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8153645752991654707</id><published>2007-09-17T22:21:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:21:27.405-07:00</updated><title type='text'>พระพากุลเถระ</title><content type='html'>ท่านพากุลเถระ(หรือพักกุลเถระ)  บังเกิดในสกุลพราหมณ์ก่อนแต่พระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีจะอุบัติ  ปลายอสงไขยแสนกัปนับแต่กัปนี้  เจริญวัย  ก็เรียนพระเวท  มองไม่เห็นสาระในคัมภีร์ไตรเพท  จึงบวชเป็นฤาษี  ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘  ทำเวลาล่วงไป  ด้วยการเล่นฌาน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า  บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว  มีหมู่พระอริยะแวดล้อมแล้ว  เสด็จจาริกไป  ดาบสฟังว่าพระรัตนะสามเกิดขึ้นแล้ว  จึงไปสำนักพระศาสดา  ฟังธรรม  จบเทศนาก็ตั้งอยู่ในสรณะ  แต่ไม่สละเพศเดิมออกบวชได้  ท่านไปเฝ้าพระศาสดาและฟังธรรมเป็นครั้งคราว&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ต่อมาคราวหนึ่ง  พระตถาคตเกิดโรคลมในพระอุทร   ดาบสเมื่อเฝ้าพระศาสดา ทราบว่าประชวร จึงถามพระสงฆ์ว่า  ท่านเจ้าข้า  พระศาสดาประชวรเป็นโรคอะไร  เมื่อทราบว่าเป็นโรคลมในพระอุทร  จึงคิดว่า  นี้เป็นเวลาทำบุญของเรา  จึงไปยังเชิงเขา รวบรวมยาชนิดต่างๆแล้วถวายพระเถระผู้อุปัฏฐาก  กล่าวว่า  โปรดน้อมถวายยานี้แด่พระศาสดา  และโรคลมในพระอุทรก็สงบ พร้อมกับการใช้ยา &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดาบสนั้นไปเฝ้าในเวลาที่พระศาสดาทรงหายจากโรคแล้ว ทูลว่า  ความผาสุกเกิดแก่พระตถาคต เพราะยาของข้าพระองค์นี้อันใด  ด้วยผลแห่งการถวายยาของข้าพระองค์นั้น  ขอความเจ็บไข้ทางร่างกายแม้แค่เพียงถอนผม  ก็จงอย่ามีในภพที่ข้าพระองค์เกิดแล้วเกิดเล่า   ท่านจุติจากภพนั้น  บังเกิดในพรหมโลก  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นอสงไขยหนึ่ง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  ถือปฏิสนธิในครอบครัว ณ กรุงหงสวดี  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้มีอาพาธน้อย  กระทำกุศลกรรมยิ่งยวดขึ้นไป  ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านกระทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  บังเกิดในครอบครัวพราหมณ์  ณ กรุงพันธุมวดี  ก่อนพระทศพลพระนามว่าวิปัสสีบังเกิด  บวชเป็นฤาษี  เป็นผู้ได้ฌาน  อาศัยอยู่เชิงเขา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระวิปัสสีพุทธเจ้าบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ  มีภิกษุหกล้านแปดแสนเป็นบริวาร  ทรงอาศัยกรุงพันธุมวดี  ทรงทำการสงเคราะห์พระมหาราชเจ้าผู้พุทธบิดาแล้วประทับนั่ง ณ มิคทายสันอันเกษม  เมื่อดาบสนี้ทราบว่าพระทศพลบังเกิดในโลกจึงมาฟังธรรมกถาของพระศาสดา  ตั้งอยู่ในสรณะ  ไม่อาจละบรรพชาของตน  แต่ก็มาอุปัฏฐากพระศาสดาเป็นครั้งคราว &lt;br /&gt;คราวหนึ่ง  ภิกษุทั้งหลายเว้นพระศาสดาและพระอัครสาวกเกิดโรคที่ศีรษะ  เพราะถูกลมของต้นไม้มีพิษที่ออกดอกสะพรั่งในป่าหิมพานต์  ดาบสมาเฝ้าพระศาสดา  พบภิกษุนั่งคลุมศีรษะจึงถามว่า  ท่านเจ้าข้า  ภิกษุสงฆ์เป็นอะไร  ภิกษุทั้งหลายตอบว่า  ผู้มีอายุ  เหล่าภิกษุเป็นโรคดอกไม้พิษ  ดาบสคิดว่า  นี้เป็นเวลาที่จะทำการขวนขวายทางกายแก่ภิกษุสงฆ์  ให้บุญบังเกิดแก่เรา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงเก็บยาชนิดต่างๆด้วยสติปัญญาของตน  แล้วเอามาประกอบเป็นยาถวาย  โรคของภิกษุทุกรูปก็สงบไปทันที  ดาบสนั้น  ดำรงอยู่ชั่วอายุ  ก็บังเกิดในพรหมโลก  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  เก้าสิบเอ็ดกัป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ  บังเกิดในกรุงพาราณสี  ครองเรือนอยู่คิดว่า  เรือนของเราทรุดโทรม  จำจักต้องไปชายแดนนำไม้และอุปกรณ์ต่างๆมาสร้างเรือน  จึงไปกับพวกช่างไม้  พบวิหารใหญ่คร่ำคร่าในระหว่างทาง  ก็คิดว่า  การสร้างเรือนของเราขอพักไว้ก่อน  การสร้างเรือนนั้นจักไม่ไปกับเราในเวลาตายได้  แต่การสร้างสาธารณกุศลในพระศาสดาจะไปกับเราในเวลาสิ้นชีวิตได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาให้พวกช่างไม้เหล่านั้นนำไม้และอุปกรณ์ต่างๆมาแล้ว  ให้สร้างโรงอุโบสถในวิหารนั้น  ให้สร้างโรงฉัน  โรงไฟ(ที่จงกรม)  เรือนไฟ   กัปปิยกุฏิ(โรงเก็บของสงฆ์)  ที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน  วัจจกุฏิ(ส้วม) จัดตั้งยาใช้และฉันสำหรับภิกษุสงฆ์ไว้ทุกอย่าง  เขาทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระพากุลเถระ เป็นบุตรมหาเศรษฐี ในพระนครโกสัมพี ท่านมีนามว่า “พากุละ” ด้วยเหตุที่ท่านได้รับการเลี้ยงดูอยู่ในตระกูลเศรษฐีทั้งสอง หรืออีกนัยหนึ่งว่า เป็นผู้อันตระกูลแห่งเศรษฐีทั้งสองชุบเลี้ยง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตำนานกล่าวว่า เมื่อท่านเกิดได้ ๕ วัน มารดาบิดาพร้อมด้วยประยูรญาติจัดแจงทำการมงคลโกนผมไฟ และขนานนามท่าน พี่เลี้ยงนางนมได้พาท่านไปอาบน้ำชำระเกล้าที่แม่น้ำคงคา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะนั้นมีปลาใหญ่ตัวหนึ่งแหวกว่ายมาตามกระแสน้ำ มาเห็นทารกนั้นเข้าสำคัญว่าเป็นอาหาร จึงได้ฮุบทารกนั้นกลืนเข้าไปในท้อง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทารกนั้นเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก เมื่ออยู่ในท้องปลาไม่ได้รับอันตรายใด ๆ แม้ความลำบากเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี นอนสบายเหมือนคนนอนบนที่นอนตามธรรมดา  เพราะบุญญาธิการของทารก บันดาลให้ปลานั้นบังเกิดความเร่าร้อนกระวนกระวาย เที่ยวกระเสือกกระสนแหวกว่ายไปตามกระแสน้ำ เผอิญไปติดข่ายของชาวประมงชาวพระนครพาราณสี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อชาวประมงนั้นปลดปลาออกจากข่าย ปลานั้นก็ถึงแก่ความตาย เขาจึงเอาปลานั้นไปเที่ยวเร่ขาย ตีราคาถึงพันกหาปณะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพระนครนั้นมีเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์มาก แต่เป็นคนไร้บุตรและธิดา พร้อมด้วยภรรยาได้ซื้อปลานั้นราคาพันกหาปณะ และได้แล่ปลานั้นออก จึงได้เห็นทารกนอนอยู่ในท้องปลา ครั้นได้แลเห็นทารกนั้นแล้วก็เกิดความรักใคร่ราวกะบุตร ได้เปล่งอุทานวาจาขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “เราได้ลูกในท้องปลา” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐีและภรรยาได้เลี้ยงดูทารกนั้นไว้เป็นอย่างดี มิได้มีความรังเกียจเลย ครั้นกาลต่อมา เศรษฐีผู้เป็นบิดาและมารดาทราบเรื่องราวนั้นเข้า จึงได้ไปสู่สำนักของพาราณสีเศรษฐี พอแลเห็นทารกนั้นจำได้ว่าเป็นบุตรของตน จึงขอทารกนั้นคืน แสดงเหตุผลและหลักฐานให้พาราณสีเศรษฐีนั้นทราบ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พาราณสีเศรษฐีไม่ยอม  เศรษฐีผู้เป็นบิดาเมื่อเห็นว่าจะไม่เป็นการตกลงกัน จึงได้ทูลเกล้าถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสี เพื่อให้พระองค์ทรงวินิจฉัยชี้ขาด พระองค์ได้ทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองช่วยกันอภิบาลรักษาชุบเลี้ยงทารกนั้น  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐีทั้งสองนั้นได้ผลัดเปลี่ยนกันรับทารกไปบำรุงเลี้ยงดูในตระกูลของตน ๆ มีกำหนดเวลาคนละ ๔ เดือน อาศัยเหตุตามเรื่องราวที่กล่าวมานี้ ทารกนั้นจึงมีนามปรากฏว่า “พากุละ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำเดิมแต่กาลนั้นมาพากุลกุมาร ได้รับการอภิบาลเลี้ยงดูจากกระกูลเศรษฐีทั้งสองเป็นอย่างดี จนเจริญวัยขึ้น  ท่านครองฆราวาสอยู่ ๘๐ ปีเต็ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปประกาศพระศาสนาในพระนครพาราณสี พากุลกุมารพร้อมด้วยบริวารพากันเข้าไปเฝ้า เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์แล้วก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้ฟังพระโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอนในทางวิปัสสนากรรมฐาน ท่านไม่ประมาท อุตส่าห์พยายามทำความเพียรเจริญสมณธรรม บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานเพียง ๗ วัน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่วันนั้นมา ท่านอุตส่าห์ประกอบกิจในพระพุทธศาสนา ปรากฏว่า ตั้งแต่บวชมาในพระพุทธศาสนาประมาณได้ ๖๐ ปี ท่านไม่เคยจำพรรษาในบ้านเลย และเป็นผู้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่ต้องทำการพยาบาลรักษาร่างกายด้วยเภสัชเลย โดยที่สุดผลสมอแม้ชิ้นหนึ่งท่านก็ไม่เคยฉัน ตามตำนานท่านกล่าวว่า การที่ท่านเป็นผู้มีโรคาพาธน้อยนั้นเป็นผลของบุญกุศลที่ท่านสร้างเวจกุฎี และให้ยาบำบัดโรคเป็นทาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า  เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างผู้มีโรคาพาธน้อย(อปฺปาพาธานํ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กิจสำคัญที่ท่านได้ทำไว้ในพุทธศาสนามีปรากฏในตำนานว่า ท่านได้ทำให้อเจลกัสสปปริพาชกผู้เป็นสหายเก่าเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เข้ามาอุปสมบท จนกระทั่งได้บรรลุพระอรหันต์ด้วยการกล่าวแก้ปัญหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพากุลเถระดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ  ก่อนแต่จะนิพพาน ท่านเข้าเตโชสมาบัติ นั่งนิพพาน ณ ท่ามกลางระหว่างภิกษุสงฆ์ เมื่อท่านนิพพานแล้ว เตโชธาตุก็บังเกิดเป็นไฟไหม้สรีระร่างกายของท่านให้หมดไป ณ ที่นั้น. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  BAKULA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8153645752991654707?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8153645752991654707/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8153645752991654707' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8153645752991654707'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8153645752991654707'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2234.html' title='พระพากุลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-374162030810746428</id><published>2007-09-17T22:17:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:17:00.909-07:00</updated><title type='text'>พระพาหิยทารุจิริยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระพาหิยทารุจิริยะ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  เกิดในเรือนสกุลหนึ่ง ในกรุงหงสวดี  กำลังฟังธรรมของพระทศพล  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป   ปรารถนาตำแหน่งนั้น  กระทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  เวลาศาสนาของพระกัสสปทศพลเสื่อมลง  ก็กระทำสมณธรรมร่วมกับเหล่าภิกษุอื่นๆบนภูเขา  เป็นผู้มีศีลบริบูรณ์  สิ้นชีพแล้วก็บังเกิดในเทวโลก  ท่านอยู่ในเทวโลก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้   ท่านพระพาหิยทารุจิริยเถระ มาบังเกิดเป็นบุตรของกุฎุมพี ในแคว้นพาหิยรัฐ เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้ประกอบอาชีพในการค้าขาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งได้ไปทำการค้าขายทางจังหวัดสุวรรณภูมิโดยทางเรือ พร้อมด้วยพวกมนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเรือกำลังแล่นไปในท่ามกลางมหาสมุทร ยังไม่ถึงที่จุดหมายปลายทาง ก็ได้อับปางลงในท่ามกลางมหาสมุทร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกทั้งหมดได้ตกเป็นภักษาของปลาและเต่า ยังเหลืออยู่แต่พาหิยทารุจิริยะคนเดียว เกาะแผ่นกระดานได้แผ่นหนึ่ง พยายามแหวกว่ายไปขึ้นที่ท่าเรือชื่อสุปปารกะ  ผ้านุ่งผ้าห่มไม่เหลือติดตัวเลย ไม่มองเห็นอะไรที่จะทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม จึงเอาเปลือกไม้บ้าง ใบไม้บ้าง มาเย็บติดกันเข้าทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ถือกระเบื้องเที่ยวไปขออาหารเลี้ยงชีพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกมนุษย์ได้เห็นท่านแล้วพากันสำคัญว่า ผู้นี้คงเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งอย่างแน่นอน จึงพากันให้ทานข้าวยาคูและข้าวสวยเป็นต้น และนำผ้านุ่งผ้าห่มไปให้ เพื่อท่านจะใช้นุ่งห่ม ท่านมาพิจารณาว่า ถ้าเรานุ่งห่มผ้าเสียแล้ว ลาภสักการะของเราจักเสื่อม จึงปฏิเสธพวกมนุษย์ไม่ให้นำผ้านุ่งผ้าห่มมาให้อีกต่อไป แล้วนุ่งผ้าทำด้วยเปลือกไม้ตามเดิม และได้มีความสำคัญว่าตนเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพรหมที่เคยบำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันมาแต่ชาติก่อน ซึ่งไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส ได้เล็งเห็นพฤติกรรมของพาหิยทารุจิริยะเช่นนั้น จึงได้ลงมาว่ากล่าวตักเตือนสติว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านต้องไม่ทำเช่นนั้น จึงรู้สึกสำนึกตัวได้ว่า ตนไม่ใช่พระอรหันต์ การทำเช่นนี้เป็นการหลอกลวงโลก ไม่เป็นการสมควรเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรู้สึกตัวเช่นนั้นแล้วจึงได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงธรรมให้รู้จักควบคุมอินทรีย์และสำเหนียกในไตรสิกขากล่าวคือให้ระมัดระวังสำรวมอินทรีย์  เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส และสัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส อย่ายินดียินร้ายในสิ่งเหล่านั้น และหมั่นสำเหนียกในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้ส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนา ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาขณะอยู่ในเพศคฤหัสถ์  เมื่อจบเทศนา ได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนากับพระบรมศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ตรัสให้ไปแสวงหาบาตรและจีวรเสียก่อน เพราะไม่มีบาตรและจีวร ท่านเที่ยวแสวงหาบาตรและจีวรอยู่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลานั้นเผอิญมีนางยักขินีตนหนึ่ง จำแลงเพศเป็นแม่โคนมวิ่งมาโดยเร็วขวิดท่านปรินิพพาน ไม่ทันได้อุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นสรีระของท่าน พระองค์จึงรับสั่งให้ภิกษุจัดแจงทำฌาปนกิจแล้ว ก่อพระสถูปบรรจุอัฐิไว้ ณ ทางใหญ่ ๔ แพ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระภิกษุทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า พระตถาคต รับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายทำฌาปนกิจร่างของพาหิยะ เก็บธาตุมาแล้วโปรดให้สร้างเจดีย์ไว้เช่นนี้  พาหิยะกระทำให้แจ้งมรรคอะไรหนอ  เขาเป็นสามเณรหรือหนอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรัสว่า  ภิกษุทั้งหลาย  พาหิยะเป็นบัณฑิต และพาหิยะนั้นปรินิพพานแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พระภิกษุทั้งหลาย ก็ยังไม่วายสงสัยต่อไปว่า  พระศาสดามิได้แสดงธรรมธรรมมากเลย  แล้วพาหิยะบรรลุพระอรหัตได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรัสว่า  ธรรมน้อยหรือมากไม่ใช่เหตุ  ธรรมนั้นก็เหมือนยาแก้คนที่ดื่มยาพิษ  แล้วตรัสคาถาในพระธรรมบทว่า  ถ้าคาถา ถึงพันคาถา  ที่ประกอบด้วยบทอันไม่เป็นประโยชน์  ก็ประเสริฐสู้คาถาบทเดียว ที่ฟังแล้วสงบระงับ ไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมภายหลัง พระบรมศาสดาประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์  ทรงสถาปนาท่านพาหิยเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของภิกษุสาวกผู้ตรัสรู้เร็ว(ขิปฺปาภิญญานํ).&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  BAHIYA  DARUCIRIYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-374162030810746428?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/374162030810746428/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=374162030810746428' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/374162030810746428'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/374162030810746428'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7370.html' title='พระพาหิยทารุจิริยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4668577673172286244</id><published>2007-09-17T22:14:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:14:01.565-07:00</updated><title type='text'>พระภคุเถระ</title><content type='html'>ท่านพระภคุเถระ  เกิดในศากยราชตระกูล ในกรุงกบิลพัสดุ์ ครั้นเมื่อพระศาสดาเสด็จไปโปรดพระประยูรญาติแล้ว เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมอัมพวนารามของมัลลกษัตริย์ ในเวลานั้น พวกศากยกุมารซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียง คนรู้จักมาก ออกมาบวชตามพระบรมศาสดาเป็นอันมาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง อนุรุทธศากยกุมาร มีความประสงค์จะออกบวชตามสมเด็จพระบรมศาสดาบ้าง จึงมาชักชนภคุศากยกุมารให้ออกบวชด้วย ภคุศากยกุมารมีความพอใจในการที่จะอุปสมบทตามคำชักชวน จึงได้พากันเสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยเจ้าศากยะสี่พระองค์ คือ ภัททิยะ อนุรุทธะ อานันทะ กิมพิละ โกลิยกุมารอีกหนึ่งคือ เทวทัตต์ เป็นเจ็ดกับทั้งอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลา(คนตัดผม) ไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระภคุศากยะ เมื่อได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา) นับเข้าเป็นสาวกผู้ใหญ่ ๘๐ รูป องค์หนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า   BHAGU  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4668577673172286244?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4668577673172286244/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4668577673172286244' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4668577673172286244'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4668577673172286244'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_1337.html' title='พระภคุเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4114541651633901249</id><published>2007-09-17T22:12:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:12:33.843-07:00</updated><title type='text'>พระภัททิยกาฬิโคธาบุตรเถระ</title><content type='html'>ท่านพระภัททิยเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  บังเกิดในสกุลมีสมบัติมาก  ไปฟังธรรมของพระศาสดา ในวันนั้นได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง  จึงคิดว่า  แม้เราก็ควรเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงนิมนต์พระตถาคต  ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน  หมอบแทบบาทมูล  ตั้งความปรารถนาว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ข้าพระองค์มิได้หวังสมบัติอย่างอื่นด้วยผลแห่งทานนี้  แต่ในอนาคตกาล  ขอข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง  ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตเล็งเห็นความสำเร็จ  จึงพยากรณ์ว่า  กรรมนี้ของท่านจักสำเร็จในที่สุดแห่งแสนกัปแต่กัปนี้  พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักอุบัติขึ้น  ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูงในศาสนาของพระองค์  ทรงกระทำอนุโมทนาภัตรแล้ว  เสด็จกลับวิหาร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นได้ฟังพยากรณ์แล้วจึงทูลถามกรรมที่จะให้เป็นไปสำหรับภิกษุผู้เกิดในสกุลสูง  ได้กระทำกรรมอันดีงามมากหลายจนตลอดชีวิตอย่างนี้ คือ  สร้างธรรมาสน์  ปูลาดเครื่องลาดบนธรรมาสน์  พัดสำหรับผู้แสดงธรรม  รายจ่ายสำหรับพระธรรมกถึก  โรงอุโบสถ  กระทำกาละ(ตาย) ในอัตภาพนั้นแล้ว  เวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งหลาย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างะระพุทธเจ้าพระนามว่า  กัสสปะ  และพระพุทธเจ้าของเรา  มาบังเกิดในเรือนกุฎุมพีในกรุงพาราณสี  สมัยนั้น  พระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์  มาแต่ภูเขาคันธมาทน์  นั่งฉันบิณบาตในที่ที่สะดวกสบาย  ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา  เขตกรุงพาราณสี  กุฎุมพีนั้นทราบว่า  พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น  กระทำการแบ่งภัตรนั้นในที่ตรงนั้นเป็นประจำทีเดียว  จึงลาดแผ่นหินไว้ ๘ แผ่น  บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจนตลอดชีวิต  ท่านเวียนว่ายไปในเทวโลกและมนุษยโลกถึงพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระภัททิยเถระ บังเกิดเป็นพระโอรสของนางศากยกัญญา ผู้ทรงพระนามว่ากาฬิโคธาราชเทวี อยู่ในกรุงกบิลพัศดุ์ พระนามว่า ภัททิยราชกุมาร เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้เสวยราชสมบัติสืบศากยวงศ์ ต่อมาภายหลังอนุรุทธกุมาร ผู้สหายได้มาชักชวนให้ออกบรรพชา &lt;br /&gt;ในชั้นต้น ภัททิยราชกุมารไม่พอใจจะออกบวชด้วย  แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องยอมบวช จึงได้ทูลลาพระมารดา สละราชสมบัติเสด็จออกไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่อนุปิยนิคมแคว้นมัลละ พร้อมด้วยพระราชกุมารห้าพระองค์ คือ อนุรุทธะ, อานันทะ, ภคุ, กิมพิละ, และเทวทัตต์ นับอุบาลีผู้เป็นนายภูษามาลา(ช่างตัดผม)เข้าด้วยเป็น ๗ ทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระภัททิยะได้อุปสมบทแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญสมณธรรม ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัตต์ในพรรษาที่บวชนั้น เมื่อท่านได้บรรลุพระอรหัตต์แล้วไม่ว่าจะไปอยู่ในที่ใด คือ ไปในป่าก็ดี อยู่ใต้ร่มไม้ก็ดี อยู่ในที่ว่างจากเรือนแห่งอื่น ๆ ก็ดี มักเปล่งอุทานในที่นั้นว่า “สุขหนอ ๆ” เสมอ ๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิกษุทั้งหลายได้ยิน ได้ฟังแล้ว จึงนำความไปกราบทูลพระศาสดาว่า ท่านพระภัททิยะอุทานอย่างนี้ คงไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์มัวนึกถึงราชสมบัติเป็นแน่นอน ไม่ต้องสงสัย พระบรมศาสดารับสั่งให้หาพระภัททิยะมาเฝ้าแล้วตรัสถามว่า “ภัททิยะ ได้ยินว่า ท่านเปล่งอุทานอย่างนั้น จริงหรือ?” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; “จริงพระพุทธเจ้าข้า”   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เพราะเหตุใด จึงได้เปล่งอุทานอย่างนั้น” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านภัททิยะกราบทูลว่า “เมื่อก่อนข้าพระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ต้องจัดการรักษาความปลอดภัยทั้งภายในวังและนอกวัง ทั้งภายในเมืองและนอกเมือง จนตลอดทั่วอาณาเขต ข้าพระพุทธเจ้า แม้มีคนมารักษาความปลอดภัยตัวอย่างนี้แล้ว ยังต้องหวาดกลัวสะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ เดี๋ยวนี้ข้าพระพุทธเจ้า แม้ไปอยู่ป่า แม้จะอยู่ใต้ร่มไม้ แม้จะอยู่ในที่ว่างจากเรือนแห่งอื่น ๆ ก็ไม่กลัว ไม่หวาด ไม่รังเกียจ ไม่สะดุ้งแล้ว ไม่ต้องขวนขวาย  มีขนเป็นปกติ ไม่ลุกชันเพราะความกลัว อาศัยอาหารที่ผู้อื่นให้เลี้ยงชีพมีใจดุจมฤคอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นอำนาจประโยชน์อย่างนี้แล้วจึงเปล่งอุทานอย่างนั้น ๆ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ทรงเปล่งอุทานชมเชยขึ้นในเวลานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านภัททิยะนั้นเกิดในตระกูลสูง ทั้งท่านก็ได้เป็นกษัตริย์เสวยราชสมบัติแล้วด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังสละราชสมบัติออกบวช ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้รับความสรรเสริญจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภัททิยโอรสของพระนางกาฬิโคธา เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้มีตระกูลสูง(อุจจกุลิกานํ)ในศาสนาของเรา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  BHADDIYA  KALIGODHAPUTTA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4114541651633901249?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4114541651633901249/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4114541651633901249' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4114541651633901249'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4114541651633901249'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9603.html' title='พระภัททิยกาฬิโคธาบุตรเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7478628995300855791</id><published>2007-09-17T22:10:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:10:29.613-07:00</updated><title type='text'>พระภัททิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระภัททิยเถระ มีชาติภูมิอยู่ในเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นบุตรพราหมณ์คนหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ ๑๐๘ คน ที่ได้รับเชิญเลี้ยงโภชนาหาร ในการทำนายพระลักษณะเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้ยินบิดาบอกเล่าให้ฟังว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีพระลักษณะถูกต้องตามมหาบุรุษลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ จึงมีความเคารพนับถือในพระองค์เป็นอันมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกทรงผนวช ท่านพร้อมด้วยพราหมณ์ ๔ คน มีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า มีความเห็นร่วมกันว่า บรรพชาของพระเจ้าชายสิทธัตถะจักไม่ไร้ผล คงจะอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นด้วย ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว จึงพากันออกบวชเป็นฤาษีติดตามเสด็จ คอยเฝ้าปฏิบัติอยู่ทุกเช้าค่ำ ด้วยหวังว่า ถ้าพระองค์ได้บรรลุธรรมพิเศษแล้ว จักสั่งสอนตนให้บรรลุตามบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเห็นพระองค์ทรงละทุกกรกิริยา(ทรมานตน)ที่ประพฤติมาเป็นเวลา ๖ ปี จึงมีความท้อแท้ใจในการที่จะปฏิบัติต่อไป ด้วยเข้าใจว่าพระองค์คลายความเพียรกลายเป็นผู้มักมากในกามคุณเสียแล้ว เห็นจะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษอันใดอันหนึ่งเป็นแน่ จึงพากันละทิ้งพระองค์ไปเสีย ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้แล้ว ได้เสด็จไปโปรดแสดง ธรรมเทศนาธัมมจักกัปปวัตนสูตร(สูตรว่าด้วยการหมุนพระธรรมจักร)เป็นปฐมเทศนา แต่ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลอะไร เพราะเทศนานั้น ในวันต่อมาหลังจากท่านวัปปะบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว ได้ฟัง ปกิรณกเทศนาที่พระองค์ตรัสสอน ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงได้ทูลของบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธองค์ทรงรับให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” เมื่ออินทรีย์แก่กล้าแล้ว ได้ฟัง พระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตร ในสำนักของพระองค์ ในวันแรม ๕ ค่ำ แห่งเดือนสาวนะ (เดือน ๘) ในเวลาจบเทศนา จิตของท่านก็หลุดพ้นจากกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน(ความถือมั่น) ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ ประพฤติจบพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  BHADDIYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7478628995300855791?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7478628995300855791/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7478628995300855791' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7478628995300855791'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7478628995300855791'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3448.html' title='พระภัททิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2579407855323417586</id><published>2007-09-17T22:08:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:08:51.919-07:00</updated><title type='text'>พระภัทราวุธเถระ</title><content type='html'>ท่านพระภัทราวุธเถระ  เป็นบุตรพราหมณ์ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์เล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้น พราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศลออกจากเจ้าหน้าที่ปุโรหิต เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต ได้ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งตนเป็นคณาจารย์ใหญ่สั่งสอนไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัทราวุธมาณพได้ออกติดตามบวชด้วย  นับเข้าเป็นหนึ่งในจำนวนมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปกราบทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภัทราวุธมาณพได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบสองว่า&lt;br /&gt;         คนที่อยู่ตามชนบทต่าง ๆ อยากจะฟังวาจาของพระองค์ พร้อมกันมาแล้วจากชนบทนั้น ๆ ได้ฟังพระวาจาของพระองค์แล้วจะกลับไปจากที่นี้ ขอพระองค์จงทรงแก้ปัญหาเพื่อชนเหล่านั้นเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงมีดำรัสตอบว่า &lt;br /&gt;หมู่ชนนั้นควรจะนำตัณหาที่เป็นเหตุถือมั่นในส่วนเบื้องบน เบื้องต่ำ และท่ามกลาง ออกให้หมดสิ้น เพราะเขาถือมั่นสิ่งใด ๆ ในโลก มารย่อมติดตามเขาได้เพราะสิ่งนั้น ๆ เหตุนั้นภิกษุเมื่อรู้อยู่ เห็นหมู่สัตว์ผู้ติดอยู่ในวัฏฏะ อันเป็นที่ตั้งแห่งมารนี้ว่า ติดอยู่เพราะความถือมั่นดังนี้ พึงเป็นคนมีสติ ไม่ถือมั่นกังวลในโลกทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการเฉลยปัญหา ภัทราวุธมาณพได้บรรลุพระอรหัตผลเมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์ ภัทราวุธมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  BHADRAVUDHA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2579407855323417586?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2579407855323417586/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2579407855323417586' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2579407855323417586'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2579407855323417586'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_4481.html' title='พระภัทราวุธเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-5579165107794567051</id><published>2007-09-17T22:06:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:06:30.213-07:00</updated><title type='text'>พระมหากัจจายนเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหากัจจายนเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  บังเกิดในสกุลคฤหบดี  เจริญวัยแล้ว  วันหนึ่งไปวิหาร  ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท  เห็นภิกษุรูปหนึ่ง ที่พระศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง  เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้ตำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดาร  จึงคิดว่า  ภิกษุซึ่งพระศาสดาทรงชมเชยอย่างนี้  เป็นใหญ่หนอ  แม้ในอนาคตกาล  เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งบ้าง  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงนิมนต์พระศาสดา  ถวายมหาทาน   ๗ วัน  ครั้นแล้วหมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา  กระทำความปรารถนาว่า  พระเจ้าข้า  ด้วยผลแห่งสักการะนี้  ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่น  แต่ในอนาคตกาล  ขอข้าพระองค์พึงได้ตำแหน่งนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง   เหมือนภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่ง  ในวันสุดท้าย ๗ วันนับแต่วันนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล  ทรงเห็นว่า  ความปรารถนาของกุลบุตรนี้จักสำเร็จ  จึงทรงพยากรณ์ว่า  กุลบุตรผู้เจริญ  ในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคต  พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม  จักทรงอุบัติขึ้น  ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งคำที่ตรัสโดยสังเขปให้พิสดาร  ในศาสนาของพระองค์  ทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จกลับไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านบำเพ็ญกุศลตลอดชีพ แล้วเวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งหลายแสนกัป  ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า  ก็มาถือปฏิสนธิในครอบครัวหนึ่งในกรุงพาราณสี  เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว  ก็ไปยังสถานที่สร้างเจดีย์ทอง  จึงเอาอิฐทองมีค่าแสนหนึ่งบูชา  ตั้งความปรารถนาว่า  ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า  สรีระของข้าพระองค์จงมีวรรณะเพียงดังทองในที่ที่เกิดแล้วๆเถิด  ต่อแต่นั้นก็กระทำกุศลกรรมตราบเท่าชีวิต  เวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระมหากัจจายนเถระ มาบังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชื่อว่า กัญจนโคตร หรือ กัจจายนโคตร ปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้ว ได้เรียนจบไตรเพท เมื่อบิดาเสียชีวิตแล้วได้รับตำแหน่งเป็นปุโรหิตแทนบิดา&lt;br /&gt;             &lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมาพระเจ้าจัณฑปัชโชต ได้ทรงทราบว่าสมเด็จพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว เสด็จโปรดสั่งสอนประชาชนอยู่ ธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนนั้น เป็นธรรมที่แท้จริง ยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีพระราชประสงค์จะใคร่เชิญสมเด็จพระบรมศาสดาไปประกาศพระศาสนาที่กรุงอุชเชนี จึงตรัสสั่งกัจจายนะปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้มีความรู้เรียนจบไตรเพท ไปทูลเชิญเสด็จ&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;กัจจายนะปุโรหิตทูลลาจะบวชด้วย ครั้นได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงออกจากกรุงอุชเชนีพร้อมด้วยบริวารเจ็ดคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นมาถึงที่ประทับพระบรมศาสดาแล้ว พากันเข้าไปเฝ้า พระองค์ตรัสเทศนาสั่งสอน ในเวลาจบเทศนาได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง ๘ คน แล้วจึงทูลขออุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ครั้นได้อุปสมบทแล้ว จึงทูลเชิญอาราธนาพระองค์เสด็จไปกรุงอุชเชนี ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดารับสั่งว่า ท่านไปเองเถิด เมื่อท่านไปแล้ว พระเจ้าจัณฑปัชโชตจักทรงเลื่อมใส  ท่านจึงพร้อมด้วยบริวารเจ็ดองค์ กราบถวายบังคมลาสมเด็จพระบรมศาสดากลับไปสู่กรุงอุชเชนี ประกาศพระพุทธศาสนาให้พระเจ้าจัณฑปัชโช ตและชาวพระนครเลื่อมใสแล้ว กลับมาสู่สำนักของพระบรมศาสดาอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นผู้ฉลาดในการอธิบายความแห่งคำย่อให้พิสดาร เช่นในครั้งหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตร (ที่ได้ชื่อเช่นนี้ เพราะกล่าวถึงบุคคลผู้มีความเพียรไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน อยู่ด้วยความไม่ประมาทว่า ผู้มีราตรีเดียวเจริญ) โดยย่อแล้ว เสด็จลุกเข้าไปสู่วิหารที่ประทับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิกษุทั้งหลาย ไม่ได้โอกาสที่จะทูลถามเนื้อความที่พระองค์ตรัสโดยย่อ ให้เข้าใจกว้างขวาง เห็นความสามารถของท่านพระมหากัจจายนะ จึงได้อาราธนาขอให้ท่านอธิบายให้ฟัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านก็อธิบายให้ฟังโดยพิสดาร แล้วจึงกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ เราเข้าใจเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงแสดงแล้วโดยย่อ ตามความพิสดารอย่างนี้ ถ้าท่านทั้งหลายประสงค์ ก็จงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลถามเนื้อความนั้นเถิด พระองค์ทรงแก้อย่างไรก็จงจำไว้อย่างนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิกษุเหล่านั้นลาท่านพระมหากัจจายนะกลับมา แล้วเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสสรรเสริญพระมหากัจจายนะว่า ภิกษุทั้งหลาย กัจจายนะเป็นคนมีปัญญา ถ้าพวกเธอถามเนื้อความนั้นกะเรา แม้เราก็คงแก้เหมือนอย่างที่กัจจายนะแก้แล้วอย่างนั้น เนื้อความแห่งธรรมที่เราแสดงแล้วโดยย่อนั้น เป็นอย่างนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงจำไว้เถิด ด้วยเหตุนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาภายหลัง  พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร  ทรงกระทำพระสูตร ๓ สูตร คือ  มธุปิณฑิกสูตร กัจจายนเปยยาลสูตร  ปรายนสูตร ให้เป็นอุปัตติเหตุ  แล้วทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุ  ผู้จำแนกอรรถแห่งพระดำรัสที่ทรงตรัสโดยย่อให้พิสดาร(วิตฺถาเรน อตฺถํ วิภชนฺตานํ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านมหากัจจายนะ ท่านได้ทูลขอให้พระองค์ทรงแก้ไขพระพุทธบัญญัติบางข้อ ซึ่งขัดข้องต่อภูมิประเทศ เช่น เมื่อครั้งท่านพำนักอยู่ ณ ภูเขาชื่อว่า ปวัตตะ แขวงเมืองกุรุรฆระ ในอวันตีทักขิณาปถชนบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านคนหนึ่ง ชื่อว่า โสณกุฏิกัณณะ มีความประสงค์จะบวชในพระธรรมวินัย แต่ก็ได้เพียงบรรพชาเท่านั้น ต้องใช้เวลารอคอยสามปีแล้วจึงได้อุปสมบท เพราะในอวันตีทักขิณาปถชนบท หาภิกษุสงฆ์เป็นคณะปูรกะ (ให้ครบตามจำนวนที่กำหนดไว้  ๑๐ รูปขึ้นไป) ไม่ได้ เมื่อโสณกุฏิกัณณะได้อุปสมบทแล้ว มีความปรารถนาจะไปเฝ้าพระบรมศาสดา จึงไปลาท่านพระมหากัจจายนะผู้เป็นอุปัชฌายะ ท่านก็อนุญาต และสั่งให้ไปถวายบังคมทูลให้พระองค์ทรงแก้ไขพระพุทธบัญญัติ ซึ่งขัดต่ออวันตีทักขิณาปถชนบท ๕ ข้อ คือ&lt;br /&gt;๑.     ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มีภิกษุน้อย ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทรงอนุญาตการอุปสมบทด้วยภิกษุน้อยกว่า ๑๐ รูป ในข้อนี้มีพระพุทธานุญาตว่า “ดูกรภิกษุ เราอนุญาตการอุปสมบทในปัจจันตชนบทด้วยสงฆ์มีพระวินัยธรเป็นที่ห้า” (ด้วยสงฆ์ ๕ รูป)&lt;br /&gt;๒.    ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มีพื้นที่ขรุขระไม่สม่ำเสมอ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทรงอนุญาตรองเท้าเป็นชั้น ๆ ในข้อนี้มีพระพุทธานุญาตว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าเป็นชั้น ๆ ในปัจจันตชนบท”&lt;br /&gt;๓.    ในอวันตีทักขิณาปถชนบท พวกมนุษย์ต้องอาบน้ำทุกวัน ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตการอาบน้ำเป็นนิตย์ ในข้อนี้มีพระพุทธานุญาตว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอาบน้ำได้เป็นนิตย์ ในปัจจันตชนบท” (ในมัชฌิมประเทศ คือในเมือง ๑๕ วันภิกษุอาบน้ำได้ครั้งหนึ่ง)&lt;br /&gt;๔.    ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มีเครื่องลาด (ที่ปูนั่ง) ที่ทำด้วยหนังสัตว์ มีหนังแพะ หนังแกะ เป็นต้น บริบูรณ์ดีเหมือนมัชฌิมชนบท ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงทรงอนุญาตเครื่องลาดทำด้วยหนังสัตว์ มีหนังแพะ หนังแกะ เป็นต้น ในข้อนี้มีพระพุทธานุญาตว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาดที่ทำด้วยหนังสัตว์ มีหนังแพะหนังแกะ เป็นต้น”&lt;br /&gt;๕.    ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มีภิกษุน้อย พวกมนุษย์ทั้งหลายย่อมถวายจีวรแก่ภิกษุผู้จาริกไปภายนอกสีมา ด้วยคำว่า “พวกข้าพเจ้าถวายจีวรผืนนี้ แก่ภิกษุชื่อนี้” เมื่อพวกเธอเหล่านั้นกลับมาแล้ว พวกภิกษุในวัดแจ้งความให้พวกเธอทราบ พวกเธอรังเกียจ ไม่ยินดีรับ ด้วยเข้าใจเสียว่าผ้านั้นเป็นสิสสัคคียะ (ผิดวินัยจำต้องสละเพราะล่วง ๑๐ ราตรีแล้ว) ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงตรัสบอกการปฏิบัติในจีวรเช่นนั้น ในข้อนี้มีพระพุทธานุญาตว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อให้ภิกษุยินดีรับจีวรที่ทายกถวายลับหลังนั้นได้ ผ้ายังไม่ถึงมือภิกษุตราบใด จะนับว่าเธอเป็นผู้มีสิทธิ์ในผ้านั้นเต็มที่ยังไม่ได้ตราบนั้น”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านมหากัจจายนเถระนั้นเป็นผู้มีรูปงาม มีผิวเหลืองดุจทอง มีเรื่องเล่าว่า บุตรเศรษฐีมีชื่อว่า โสเรยยะ ในโสเรยยนคร เห็นท่านเข้าแล้วนึกในใจว่า ถ้าเราได้ภรรยามีรูปร่างงดงามอย่างท่านนี้ หรือมีภรรยาผิวพรรณงามอย่างท่านนี้ จักเป็นที่พอใจยิ่งนัก ด้วยอำนาจอกุศลจิตเพียงเท่านั้น เพศชายแห่งโสเรยยเศรษฐีบุตรนั้นกลับเป็นเพศสตรี ได้ความอับอายเป็นอย่างยิ่ง จึงหนีไปอยู่นครตักกสิลาจนกระทั่งได้สามีมีบุตรด้วยกันสองคน ภายหลังได้ไปขอขมาให้ท่านงดโทษแล้ว เพศจึงกลับเป็นบุรุษตามเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มธุรสูตรมีความเกี่ยวข้องกับพระมหากัจจายนเถระ  ที่ได้ชื่อเช่นนั้น เพราะกล่าวถึง พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตร มีใจความว่า  ครั้งหนึ่ง พระมหากัจจายนะอยู่ที่คุนธาวัน แขวงมธุรราชธานี พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรเสด็จไปหา ตรัสว่า พวกพราหมณ์ถือว่า พวกเขาเป็นผู้ประเสริฐบริสุทธิ์เกิดจากพรหม ท่านเข้าใจว่าอย่างไร? พระมหากัจจายนะทูลตอบว่า นั่นเป็นแต่คำกล่าวของเขา ท่านชักอุทาหรณ์มาแสดงเป็นข้อ ๆ ที่วรรณะ ๔ เหล่านั้นไม่ต่างอะไรกันดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑.     ในวรรณะ ๔ เหล่านี้ วรรณะเหล่าใดเป็นผู้มั่งคั่ง วรรณะเดียวกัน และวรรณะอื่น ย่อมเข้าเป็นสาวกของวรรณะนั้น&lt;br /&gt;๒.    วรรณะใดประพฤติอกุศลกรรมบถ เบื้องหน้าแต่มรณะ วรรณะนั้นย่อมเข้าสู่อบายเสมอกันหมด ไม่มีพิเศษ&lt;br /&gt;๓.    วรรณะใดประพฤติกุศลกรรมบถ เบื้องหน้าแต่มรณะ วรรณะนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เหมือนกันหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๔.    วรรณะใดทำโจรกรรม ปรทาริกกรม วรรณะนั้นต้องรับอาชญาเหมือนกันหมด ไม่มียกเว้น&lt;br /&gt;๕.    วรรณะใดออกบวช ตั้งอยู่ในศีลในธรรม วรรณะนั้นย่อมได้รับความนับถือ และได้รับบำรุงและได้รับคุ้มครองรักษาเสมอกันหมด.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในมธุรสูตรระบุว่า ท่านอยู่มาถึงภายหลังพุทธปรินิพพาน  โดยได้แสดงหลักฐานว่า  เมื่อพระมหากัจจายนะอยู่ที่คุนธาวัน แขวงมธุรราชธานี พระเจ้ามธุรราชอวันตีบุตรเสด็จไปหา แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านพระกัจจานะผู้เจริญ พวกพราหมณ์ถือว่า พวกเขาเป็นผู้ประเสริฐบริสุทธิ์เกิดจากพรหม ท่านเข้าใจว่าอย่างไร? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระมหากัจจายนะทูลตอบแล้ว แสดงวรรณะสี่เหล่าว่าไม่ต่างกัน ครั้นพระเจ้ามธุรราชได้สดับแล้วก็เกิดความเลื่อมใส แสดงพระองค์เป็นอุบาสก ถึงพระเถรเจ้ากับพระธรรมพระสงฆ์เป็นสรณะ พระเถระเจ้าทูลห้ามว่า อย่าถึงท่านเป็นสรณะเลย จงถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสรณะของอาตมภาพ เป็นสรณะเถิด พระเจ้ามธุรราชตรัสถามว่า เดี๋ยวนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน? &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านทูลว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว พระเจ้ามธุรราชตรัสว่า ถ้าพระองค์ได้ทรงสดับว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด แม้ใกล้ไกลเท่าใด พระองค์คงจักเสด็จไปเฝ้าให้จงได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานเสียแล้ว ข้าพระองค์ขอถึงผู้มีพระภาคเจ้าแม้ปรินิพพานแล้ว กับพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะที่พึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากหลักฐานนี้ย่อมชี้ให้เห็นว่าท่านพระมหากัจจายนะอยู่มาถึงภายหลังแต่พุทธปรินิพพาน ท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้วก็ปรินิพพาน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAKACCAYANA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-5579165107794567051?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/5579165107794567051/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=5579165107794567051' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5579165107794567051'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5579165107794567051'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7862.html' title='พระมหากัจจายนเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-2254921278288171741</id><published>2007-09-17T22:02:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T22:02:38.253-07:00</updated><title type='text'>พระมหากัปปินเถระ</title><content type='html'>ท่านมหากัปปินเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  บังเกิดในครอบครัวในกรุงหงสวดี  ต่อมา  กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ  ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  จึงปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไป  จึงปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ  ถือปฏิสนธิในครอบครัวในกรุงพาราณสี  เป็นหัวหน้าคณะบุรุษ ๑,๐๐๐ คน สร้างบริเวณใหญ่ประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง  คนทั้งหมดนั้น  กระทำกุศลจนตลอดชีวิต  ยกกัปปินอุบาสกให้เป็นหัวหน้า  พร้อมด้วยบุตรภรรยาบังเกิดในเทวโลก  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งนั้น ก่อนพระศาสดาของเราบังเกิด  ท่านกัปปินะถือปฏิสนธิในราชนิเวศน์    เป็นพระราชโอรสกษัตริย์ ในพระนครกุกกุฏวดี เมื่อพระราชบิดาทิวงคตแล้ว ได้เสวยราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ต่อมา มีพระอัครมเหสีทรงพระนามว่าอโนชาเทวี ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ในสาคลนคร แคว้นมัททรัฐ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเจ้ามหากัปปินะนั้น มีม้าพระราชพาหนะห้าตัว คือ ม้าชื่อว่า พละ, พลวหนะ, ปุปผะ, ปุปผวหนะ และ สุปัตตะ   เมื่อพระองค์ทรงม้าตัวใดแล้ว ก็พระราชทานม้าสี่ตัวนอกนั้นให้แก่พวกอำมาตย์ เพื่อไปเที่ยวสืบข่าวเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาวันหนึ่งพระองค์ทรงม้า ชื่อว่า สุปัตตะ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และอำมาตย์ราชบริพาร เสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ได้พบพ่อค้าประมาณ ๕๐๐ ซึ่งมาจากนครสาวัตถี ตรัสถามทราบความว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า บังเกิดขึ้นแล้วในโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงมีความปีติโสมนัสบังเกิดศรัทธาแก่กล้าจนกระทั่งถึงลืมพระองค์ไปชั่วขณะ และได้ทรงพระราชทานรางวัลให้แก่พวกพ่อค้าเหล่านั้นประมาณสามแสนกหาปณะ รับสั่งให้ไปรับเอาทรัพย์กับพระอัครมเหสีอีก และพระองค์ได้ทรงพระราชอักษร มอบราชสมบัติให้แก่พระอัครมเหสีฝากไปด้วย &lt;br /&gt;แล้วพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และอำมาตย์ราชบริพารประมาณพันหนึ่ง เสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดา ในระหว่างทางเสด็จไปพบแม่น้ำ ๓ แห่ง คือ แม่น้ำชื่ออารวปัจฉา แม่น้ำนีลวาหนา และแม่น้ำจันทภาคาตามลำดับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในแม่น้ำเหล่านั้น หาเรือแพที่บุคคลจะขี่ข้ามไปไม่ได้  ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเจ้ามหากัปปินะพบแม่น้ำสายที่ ๑ ได้ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ แม่น้ำสายที่ ๒ ระลึกถึงพระธรรมคุณ แม่น้ำสายที่ ๓ ระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยเดชะคุณพระรัตนตรัย แม่น้ำบังเกิดเป็นน้ำแข็ง ม้าเดินไปได้โดยสะดวก&lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;ส่วนพระบรมศาสดาทรงทราบว่าพระเจ้ากัปปินะทรงสละราชสมบัติพร้อมด้วยบริวารเสด็จมา มีพระราชประสงค์จะออกบรรพชาอุปสมบทมุ่งเฉพาะพระองค์ จึงได้เสด็จออกไปรับสิ้นหนทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ประทับอยู่ใต้ร่มไทร ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ทรงเปร่งรัศมีให้ปรากฏ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยบริวารเสด็จถึงที่นั่นแล้ว เสด็จลงจากหลังม้าพระที่นั่ง ทรงดำเนินเข้าไปเฝ้าตามแสงรัศมี ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วประทับนั่งอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงแสดงอนุปุพพิกถา(ทานกถา, สีลกถา, สัคคกถา, กามทีนวกถา, เนกขัมมานิสังสกถา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดเทศนา พระเจ้ามหากัปปินะพร้อมด้วยบริวาร ได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนนางอโนชาเทวี ผู้เป็นอัครมเหสี ได้ทราบเนื้อความพระราชสาสน์จากพ่อค้า และทรงทราบเรื่องราวแล้ว ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงประทานรางวัลให้แก่พวกพ่อค้าอีกประมาณ ๙ แสนกหาปณะ จึงรวมเป็น ๑๒ แสนกหาปณะ แล้วสละราชสมบัติพร้อมด้วยบริวารเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาดุจนัยหนหลัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ก็ทรงแสดงอนุปุพพิกถา ในที่สุดเทศนา พระนางอโนชาเทวีพร้อมบริวาร ได้บรรลุโสดาปัตติผล แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท ภายหนังได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของนางภิกษุณี ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมกันกับทั้งบริวาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนท่านพระมหากัปปินะ พร้อมทั้งบริวาร ได้สดับพระธรรมเทศนา ที่พระองค์ทรงแสดงแก่ราชเทวีนั้น ครั้นส่งจิตไปตามพระธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา  พระศาสดาทรงพาภิกษุพันรูปนั้นเสด็จกลับพระเชตวัน &lt;br /&gt;ท่านพระมหากัปปินะ ครั้นได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว มักเที่ยวเปล่งอุทานว่า อโห สุขํ อโห สุขํ แปลว่า สุขหนอ สุขหนอ เสมอ พวกภิกษุได้ยินแล้ว สำคัญว่าท่านเปล่งอุทานเช่นนั้นเพราะยังนึกถึงความสุขในราชสมบัติของตน จึงกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระศาสดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์รับสั่งให้เฝ้า ตรัสถามทราบตามความเป็นจริงแล้วจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระมหากัปปินะบุตรของเรามิได้เปล่งอุทานปรารภกามสุขหรือรัชชสุข เธอเกิดความปีติในธรรม เปล่งอุทานปรารภอมตมหานิพพาน แล้วตรัสพระคาถาในพระธรรมบทว่า บัณฑิตมีใจผ่องแผ้วแล้วมีปีติในธรรม  ย่อมอยู่เป็นสุข  ยินดีในธรรม ที่พระอริยะประกาศแล้วทุกเมื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนท่านมหากัปปินะไม่ประมาท อุตส่าห์เจริญสมณธรรมบำเพ็ญเพียรในวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวแรกท่านไม่กล้าจะทรงสั่งสอนใคร เพราะยังไม่ได้รับพระบรมพุทธานุญาต ภายหลังท่านได้รับพระบรมพุทธานุญาต ให้เป็นผู้สั่งสอนบริวารของท่านพันรูปให้ได้สำเร็จพระอรหัตผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมา  พระศาสดาประทับท่ามกลางสงฆ์ ทรงปรารภความสามารถของท่านในเรื่องนี้ให้เป็นต้นเหตุ จึงได้ทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้โอวาทภิกษุ  (ภิกฺขุโอวาทกานํ) เพราะท่านสามารถแสดงธรรมแก่พระภิกษุพันรูปให้บรรลุพระอรหัตต์ได้หมดทุกรูปในคราวเดียวกัน. &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAKAPPINA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-2254921278288171741?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/2254921278288171741/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=2254921278288171741' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2254921278288171741'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/2254921278288171741'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_7180.html' title='พระมหากัปปินเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8122708098341938195</id><published>2007-09-17T21:59:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:59:46.556-07:00</updated><title type='text'>พระมหากัสสปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหากัสสปะ  ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ  สั่งสมบุญสมภารอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ  ตัวอย่างเช่น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ  ได้เป็นกุฎุมพีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีนามว่า เวเทหะ อยู่ในนครหังสวดี  เป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม  พระสงฆ์ว่าเป็นของเรา  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันอุโบสถวันหนึ่ง  บริโภคอาหารแต่เช้าตรู่  อธิษฐานองค์อุโบสถแล้ว  ถือของหอมและดอกไม้ไปวิหาร  บูชาพระศาสดา  นมัสการนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง  เห็นพระศาสดาทรงตั้งพระสาวกที่สามนามว่า มหานิสภเถระ  ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นิสภะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายของเรา  ผู้ทรงธุดงค์และกล่าวสอนธุดงค์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ฟังแล้วก็เกิดความเลื่อมใส  ในเวลาจบธรรมกถา  เมื่อมหาชนลุกไปแล้ว จึงถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลนิมนต์พระศาสดากับภิกษุสงฆ์ประมาณหกล้านแปดแสนรูปรับภัตตาหาร เป็นเวลา ๗ วัน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวันที่ ๗ ถวายไตรจีวรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  แล้วหมอบลงแทบพระบาทของพระศาสดา  กราบทูลอย่างนี้ว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อข้าพระองค์ถวายทานอยู่ตลอด ๗ วัน  เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม  เมตตาวจีกรรม  เมตตามโนกรรมอันใด  ด้วยเมตตากายกรรม  เมตตาวจีกรรม  เมตตามโนกรรมนี้  ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น  จะเป็นเทวสมบัติ  หรือสักกสมบัติ  มารสมบัติ  และพรหมสมบัติก็ตาม  ก็กรรมของข้าพระองค์นี้ จงเป็นอธิการความดีแก่ความเป็นเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงธุดงค์ ๑๓  เหมือนอย่างที่พระมหานิสภเถระถึงแล้ว  ในสำนักของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาทรงตรวจดูว่า  อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่หลวง  จักสำเร็จหรือไม่หนอ  ทรงเห็นว่าสำเร็จ  จึงตรัสพยากรณ์ว่า  ท่านปรารถนาตำแหน่งอันเป็นที่ชื่นใจ  ในอนาคตกาล  ในที่สุดแสนกัป  พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักอุบัติขึ้น  ท่านจักเป็นสาวกที่สามของพระพุทธเจ้านั้น  จักเป็นผู้ชื่อว่า  มหากัสสปเถระ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุบาสกได้ฟังดังนั้น คิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง  ได้สำคัญสมบัตินั้น  ประหนึ่งจะพึงได้ในวันรุ่งขึ้น  จึงได้ให้ทาน  สมาทานศีล  ตลอดชั่วอายุ  กระทำบุญกรรมมีประการต่างๆ สิ้นชีวิตแล้วไปบังเกิดในสวรรค์  &lt;br /&gt;ในกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี   ท่านเกิดเป็นพราหมณ์นามว่า เอกสาฎกพราหมณ์  เป็นผู้ยากจนเข็ญใจมาก  โดยพราหมณ์มีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งผืนเดียว  นางพราหมณีผู้ภรรยาก็มีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งผืนเดียว  แต่คนทั้งสองมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น  จะไปไหนมาไหนนอกบ้านต้องผลัดกันไป  แต่ในที่สุดพราหมณ์ได้ไปฟังธรรมของพระศาสดาและได้ถวายผ้านุ่งผืนเดียวนั้นแด่พระศาสดา ส่งผลให้ได้รับอานิสงส์ได้รับพะราชทานผ้าถึง ๓๒ คู่จากพระราชา  และเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว  ท่านและภรรยาก็ได้ไปเกิดในเทวโลก  ท่านเวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลกอยู่นานหลายพุทธันดร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระมหากัสสปเถระ มาบังเกิดเป็นบุตรกปิลพราหมณ์ กัสสปโคตร ในบ้านมหาติฏฐะ แคว้นมคธรัฐ มีชื่อว่า ปิปผลิ อีกอย่างหนึ่ง เรียกตามสกุลว่า กัสสปะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออายุ ๒๐ ปี ได้ทำการอาวหมงคล(ฝ่ายหญิงมาอยู่กับฝ่ายชาย)กับนางภัททกาปิลานี ผู้มีอายุได้ ๑๖ ปี เป็นบุตรีพราหมณ์โกสิยโคตร เมื่องสาคละ แคว้นมคธรัฐ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องเดิมมีอยู่ว่า เมื่อปิปผลิมาณพอายุได้ ๒๐ ปีแล้ว กปิลพราหมณ์ผู้เป็นบิดา พร้อมกับนางพราหมณีผู้มารดา ก็ปรึกษากันหาภรรยาให้แก่บุตรของตน จึงมอบสิ่งของมีเงินและทองเป็นต้น ให้แก่พราหมณ์แปดคน แล้วส่งไปเพื่อให้แสวงหาหญิงที่มีลักษณะดีงาม มีฐานะเสมอกันกับสกุลของตน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พราหมณ์แปดคนรับสิ่งของทองหมั้นแล้ว ก็เที่ยวหาไป จนได้ไปถึงสาครนคร ในพระนครนั้น มีธิดาของพราหมณ์โกสิยโคตรคนหนึ่ง ชื่อว่า ภัททกาปิลานี อายุ ๑๖ ปี รูปร่างงดงามสมกับเป็นผู้มีบุญ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พราหมณ์เหล่านั้น ครั้นได้เห็นแล้วจึงเข้าไปสู่ขอกับบิดามารดาของนาง เมื่อตกลงกันแล้ว จึงมอบสิ่งของทองหมั้น กำหนดวันอาวหมงคล และส่งข่าวให้กปิลพราหมณ์ได้ทราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปิปผลิมาณพเมื่อได้ทราบดังนั้น ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะแต่งงานเลย จึงเข้าไปในห้อง เขียนจดหมายบอกความประสงค์ของตนให้แก่นางทราบว่า “นางผู้เจริญ จงได้สามีที่มีชาติและโคตรโภคสมบัติเสมอกับนาง อยู่ครองครองเรือนเป็นสุขเถิด ฉันจักออกบวช ต่อไปภายหลังนางจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเขียนเสร็จแล้วมอบให้คนใช้นำไปส่งให้ แม้นางภัททกาปิลานีก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน จึงได้เขียนจดหมายความเดียวกันนั้นให้คนใช้นำมา  คนถือจดหมายทั้งสองมาพบกันระหว่างทาง ต่างไถ่ถามความประสงค์ของกันและกันแล้วจึงฉีกจดหมายออกอ่าน แล้วทิ้งจดหมายฉบับนั้นเสียในป่า เขียนจดหมายมีเนื้อความแสดงความรักใคร่ซึ่งกันและกันขึ้นใหม่ แล้วนำไปให้แก่คนทั้งสอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมา การอาวหมงคลเป็นการสำเร็จเรียบร้อยโดยคนทั้งสองไม่ได้มีความประสงค์ สักแต่ว่าอยู่ร่วมกันเท่านั้น ไม่ได้ถูกต้องกันเลย แม้แต่ขึ้นสู่เตียงนอนก็ไม่ได้ขึ้นทางเดียวกัน ปิปผลิมาณพขึ้นข้างขวา นางภัททกาปิลานี้ขึ้นข้างซ้าย เมื่อเวลานอน ตั้งพวงดอกไม้สองพวงไว้กลางที่นอน เพราะกลัวร่างกายจะถูกต้องกัน ถึงกลางวันก็ไม่ได้มีการหัวเราะยิ้มหัวต่อกันเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีบุตรหรือธิดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สกุลของสามีภรรยาคู่นี้มั่งมีมาก มีการงานเป็นบ่อเกิดแห่งทรัพย์ก็มาก มีคนงานและพาหนะสำหรับใช้งานก็มาก ครั้นต่อมา บิดามารดาเสียชีวิตแล้ว ปิปผลิมาณพได้ครองสมบัติ ดูแลการงานนั้นสืบทอดจากบิดามารดา และสามีภรรยาต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ผู้อยู่ครองเรือนต้องคอยนั่งรับบาปเพราะการงานที่ผู้อื่นทำไม่ดี จึงมีใจเบื่อหน่าย พร้อมใจกันจะออกบวช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้แสวงหาผ้ากาสาวพัสตร์ ถือเพศเป็นบรรพชิต ออกบวชมุ่งหมายเป็นพระอรหันต์ในโลก สะพายบาตรลงจากปราสาทหลีกไป  ปิปผลิเดินหน้า นางภัททกาปิลานีเดินไปตามหลัง พอไปถึงทางแยกแห่งหนึ่ง จึงแยกจากกัน ปิปผลิเดินไปทางขวา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นางภัททกาปิลานีเดินไปทางซ้าย จนบรรลุถึงสำนักของนางภิกษุณี ภายหลังได้บวชเป็นนางภิกษุณี และได้บรรลุพระอรหัตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนปิปผลิเดินทางไปพบสมเด็จพระบรมศาสดาประทับอยู่ใต้ร่มไทร ซึ่งเรียกว่า พหุปุตตกนิโครธ ในระหว่างกรุงราชคฤห์และเมืองนาลันทาต่อกัน มีความเลื่อมใสเปล่งวาจาประกาศว่า พระศาสดาเป็นพระศาสดาของตน ตนเป็นสาวกของพระศาสดา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; พระศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยประทานโอวาท ๓ ข้อว่า&lt;br /&gt;๑.     กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอาย และความเกรงใจ ไว้ในภิกษุที่เป็นผู้เฒ่าและปานกลาง อย่างดีที่สุด&lt;br /&gt;๒.    เราจักฟังธรรมซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักตั้งใจฟังธรรมนั้น แล้วพิจารณาเนื้อความ&lt;br /&gt;๓.    เราจักไม่ละสติที่เป็นไปในกาย คือ พิจารณาเอาร่างกายเป็นอารมณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ครั้นประทานโอวาทแก่พระมหากัสสปะอย่างนี้แล้ว เสด็จหลีกไป ท่านได้ฟังพุทธโอวาทที่นั้นแล้ว ก็เริ่มบำเพ็ญเพียรในวันที่ ๘ นับจากวันอุปสมบทมา ก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามปกติท่านพระมหากัสสปะนั้นถือธุดงค์ ๓ อย่าง คือ ๑.ถือทรงผ้าบังสุกุลจีวรเป็นวัตร ๒.ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และ ๓. ถืออยู่ป่าเป็นวัตร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนั้นพระบรมศาสดา จึงทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้วยพระดำรัสว่า  มหากัสสปะเป็นยอดของภิกษุทั้งหลายผู้ถือธุดงค์และสอนเรื่องธุดงค์ ในศาสนาของเรา(ธุตวาทานํ ยทิทํ มหากสฺสโป)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนี้ท่านยังมีคุณความดีที่พระบรมศาสดาทรงยกย่องหลายสถาน เช่น&lt;br /&gt;๑.     ทรงรับผ้าสังฆาฏิของท่านไปทรง ประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์ให้แก่ท่าน ตรัสว่ามีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยพระองค์ และทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายให้ถือเอาเป็นตัวอย่าง&lt;br /&gt;๒.    กัสสปะเข้าไปในตระกูล ชักกายและใจห่าง ประพฤติตนเหมือนเป็นคนใหม่ ไม่คุ้นเคย ไม่คะนองกายวาจาใจในตระกูลเป็นนิตย์ จิตไม่ข้องอยู่ในตระกูลเหล่านั้น เพิกเฉยแล้วตั้งจิตเป็นกลางว่า ผู้ใคร่ลาภก็จงได้ลาภ ผู้ใคร่บุญก็จงได้บุญ ตนได้ลาภแล้วมีใจฉันใด ผู้อื่นก็มีใจฉันนั้น&lt;br /&gt;๓.    กัสสปะมีจิตประกอบไปด้วยเมตตากรุณา ในเวลาแสดงธรรมแก่ผู้อื่น&lt;br /&gt;๔.    ทรงสั่งสอนภิกษุให้ประพฤติชอบ โดยยกเอาท่านพระมหากัสสปะเป็นตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระมหากัสสปะนั้นดีแต่ในการปฏิบัติ หาพอใจในการสั่งสอนภิกษุสหธรรมิกไม่ ธรรมเทศนาอันเป็นอนุสาสนีของท่านจึงไม่มี คงมีแต่ธรรมภาษิตเนื่องมาจาก การสนทนาในเรื่องธรรมะ กับเพื่อนสาวกบ้าง กล่าวอธิบายพระพุทธดำรัสบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตอนพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ดูท่านไม่เป็นพระแนวหน้านัก  เป็นเพียงมหาสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่งเท่านั้น มาปรากฏเป็นพระสาวกองค์สำคัญ เมื่อพระบรมศาสดาทรงปรินิพพานแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือในเวลานั้นท่านเป็นพระเถระทั้งหลาย พอถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้วได้ ๗ วัน ได้ประชุมสงฆ์เล่าถึงการที่ภิกษุชื่อว่า สุภัททะผู้บวชเมื่อตอนแก่ กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย ในคราวเมื่อเดินทางจากปาวานคร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรึกษาหารือในทางที่จะทำสังคายนา รวบรวมพระธรรมวินัยตั้งไว้เป็นแบบฉบับ พระสงฆ์ก็ยินยอมเห็นพร้อมด้วย ท่านจึงเลือกภิกษุผู้ทำสังคายนาได้ ๕๐๐ องค์ การทำสังคายนาในครั้งนั้น ทำที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา แห่งเวภารบรรพต กรุงราชคฤห์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหากัสสปะเป็นประธาน ได้พระอุบาลีเป็นกำลังในการวิสัชนาพระวินัยและพระอานนท์ในการวิสัชนาพระธรรม ได้พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นศาสนูปถัมภก ทำอยู่ ๘ เดือนจึงสำเร็จ เรียกว่า ปฐมสังคายนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหากัสสปเถระ เมื่อท่านทำสังคายนาเรียบร้อยแล้ว ได้อยู่ที่พระเวฬุวนาราม ในกรุงราชคฤห์ ไม่ประมาท ปฏิบัติธรรมเป็นนิตย์  ดำรงชนมายุสังขารประมาณได้ ๑๒๐ ปี ท่านก็ดับขันธปรินิพพาน ณ ระหว่างกลางกุกกุฏสัมปาตบรรพตทั้ง ๓ ลูก ในกรุงราชคฤห์.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAKASSAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8122708098341938195?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8122708098341938195/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8122708098341938195' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8122708098341938195'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8122708098341938195'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8655.html' title='พระมหากัสสปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-3785233561477330227</id><published>2007-09-17T21:54:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:54:48.059-07:00</updated><title type='text'>พระมหาโกฏฐิตเถระ</title><content type='html'>พระมหาโกฎฐิตเถระ   ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  บังเกิดในตระกูลที่มีโภคสมบัติมาก ในกรุงหังสวดี  สมัยต่อๆมา  กำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา  จึงกระทำกุศลกรรมให้ยิ่งยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  กระทำกุศลจนตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  พระมหาโกฏฐิตเถระ มาบังเกิดเป็นบุตรของอัสสลายนมหาพราหมณ์ กับนางจันทวดีพราหมณี ในนครสาวัตถี  เมื่อเจริญเติบโตแล้ว ได้ศึกษาศิลปวิทยาตามลัทธิของพราหมณ์จนจบไตรเพท  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระศาสดาเสด็จจาริกประกาศพระศาสนาตามที่ต่าง ๆ ได้ทรงสั่งสอนอัสสลายนมหาพราหมณ์ผู้เป็นบิดาของท่านให้ละทิฏฐิมานะ ยอมตนเป็นอุบาสกแล้ว โกฏฐิตมาณพผู้เป็นบุตรเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เกิดศรัทธาเลื่อมใสใคร่จะบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย จึงได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา มีท่านพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามประวัติท่านกล่าวว่า เมื่อเวลาปลงผมท่านได้พิจารณาในวิปัสสนากรรมฐาน พอผลัดผ้าสาฎกสำหรับนุ่งห่มของคฤหัสถ์ออกก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิชชา ๘ และวิโมกข์ ๓ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหาโกฏฐิตะนั้น เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ไม่ว่าจะเข้าไปหาพระเถระผู้ใหญ่ เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา มักถามปัญหาในปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ เป็นประจำ เพราะท่านชำนาญในเรื่องนี้มาก  ต่อมาพระศาสดาทรงทำมหาเวทัลลสูตรให้เป็นต้นเหตุแล้วทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ (ปฏิสมภิทปปตตานํ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAKOTTHITA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-3785233561477330227?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/3785233561477330227/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=3785233561477330227' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/3785233561477330227'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/3785233561477330227'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5866.html' title='พระมหาโกฏฐิตเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8705826507085645041</id><published>2007-09-17T21:53:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:53:22.159-07:00</updated><title type='text'>พระมหานามเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหานามเถระ เกิดในสกุลพราหมณ์ ในกบิลพัสดุ์นคร ได้ยินพราหมณ์ผู้เป็นบิดาเล่าให้ฟังว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะถูกต้องตามตำราลักษณะพยากรณ์ศาสตร์ เพราะได้เคยเห็นพระองค์ในเมื่อครั้งได้รับเชิญเลี้ยงโภชนาหารในพระราชพิธีทำนายพระลักษณะ จึงได้มีความเคารพนับถือ และเชื่อในพระองค์เป็นอันมาก จึงพร้อมด้วยพราหมณ์อีก ๔ คน มีโกณฑัญญะพราหมณ์เป็นหัวหน้า พากันออกบวชเป็นฤาษีตามเสด็จ คอยปฏิบัติพระองค์อยู่  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อพระเจ้าชายสิทธัตถะทรงเลิกการบำเพ็ญทุกกรกิริยา(ทรมานตน)หันมาบำเพ็ญเพียรในทางใจใหม่ พากันเข้าใจว่าจะไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษเสียแล้ว จึงเกิดความผิดหวัง พากันหลีกหนีพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จไปแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร โปรดเป็นครั้งแรก และทรงแสดง ปกิรณกเทศนาในวันเป็นลำดับไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้สดับเทศนาทั้งสองนั้น แต่ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลอันใด   ต่อเมื่อได้สดับ ปกิรณกเทศนาในวาระที่สาม ท่านได้ดวงตาเห็นธรรม  เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธี “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ภายหลังได้ฟังเทศนา อนัตตลักขณสูตร ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหัตผล เป็นพระอรหันต์ผู้ชื่อว่า อเสขบุคคล(ผู้ไม่ต้องศึกษา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดา ทรงส่งสาวกไปประกาศพระศาสนาในตอนปฐมโพธิกาล ท่านองค์หนึ่งอยู่ในจำนวนนั้น ได้ช่วยเป็นกำลัง ประกาศพระศาสนาในที่ต่างๆ สั่งสอนกุลบุตรให้เกิดความเชื่อและความเลื่อมใส ให้ได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัย.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHANAMA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-8705826507085645041?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/8705826507085645041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=8705826507085645041' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8705826507085645041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/8705826507085645041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_2949.html' title='พระมหานามเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4405880076313073928</id><published>2007-09-17T21:51:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:51:48.370-07:00</updated><title type='text'>พระมหาปรันตปเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหาปรันตปเถระ มีชาติภูมิเป็นมาอย่างไร เข้าบวชในพระพุทธศาสนาในสำนักของใคร ณ ที่ไหน เมื่อบวชแล้วได้ทำอะไรบ้างยังไม่พบที่มาแห่งประวัติของท่าน  แม้ว่าจะได้พยายามค้นคว้าหาในคัมภีร์ต่าง ๆ ก็ไม่พบเรื่องของท่าน  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งมีชื่อคล้ายคลึงกันกับท่าน คือ พระเจ้าปรันตปะ ผู้เป็นพระราชบิดาของพระเจ้าอุเทน ในพระนครโกสัมพี ซึ่งปรากฏในอรรถกถาธรรมบทภาค ๒ เรื่องพระนางสามาวดี แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพระองค์ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีหลักฐานช่วงเวลาพระองค์เสด็จทิวงคต  จะเข้าใจว่าท่านพระมหาปรันตปะนั้นได้แก่พระเจ้าปรันตปะ ก็ดูกระไรอยู่ คงจะเป็นไปไม่ได้เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นในเรื่องของท่านพระมหาปรันตปะนี้ ขอให้เข้าใจไว้เพียงว่าท่านได้บรรลุพระอรหัตผล เป็นพระอเสขบุคคลอยู่ในกลุ่มพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า   MAHAPARANTAPA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4405880076313073928?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4405880076313073928/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4405880076313073928' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4405880076313073928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4405880076313073928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9457.html' title='พระมหาปรันตปเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4707127864350487206</id><published>2007-09-17T21:50:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:50:05.389-07:00</updated><title type='text'>พระมหาปันถกเถระ</title><content type='html'>พระมหาปันถกะ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  เป็นกุฎุมพีสองพี่น้อง  ในวันหนึ่ง ท่านเห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุผู้ฉลาดในปัญญาวิวัฏฏะไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ  ก็กระทำบุญกุศลเหมือนอย่างนั้น กระทำปรารถนาแล้ว  แม้พระศาสดาก็ทรงพยากรณ์แล้ว  ทั้งสองพี่น้องเมื่อพระศาสดาดำรงพระชนม์อยู่กระทำกุศลกรรมแล้ว   เมื่อเวลาพระศาสดาปรินิพพานแล้ว  ได้บูชาด้วยทองคำที่พระเจดีย์บรรจุพระสรีระ  จุติจากภพนั้นแล้วไปบังเกิดในเทวโลก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้ พระมหาปันถกะ มาบังเกิดเป็นลูกชายของธิดาของธนเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ มีน้องชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งพี่น้องทั้งสองคนนี้เดิมชื่อว่า “ปันถกะ” เหมือนกัน แต่เพราะท่านเป็นคนพี่จึงได้นามว่า “มหาปันถกะ” ส่วนคนน้องได้นามว่า “จุลปันถกะ” ทั้งสองพี่น้องถือว่าอยู่ในวรรณะจัณฑาล เพราะพ่อแม่ต่างวรรณะกันโดยพ่อเป็นวรรณะศูทร ส่วนแม่เป็นวรรณะแพศย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารดาของท่านนั้น เป็นธิดาของธนเศรษฐี ในเมืองราชคฤห์ เมื่อเจริญเติบโตย่างเข้าสู่วัยสาว เป็นผู้มีความงามเป็นเลิศ บิดามารดาจึงห่วงและหวงเป็นนักหนา ได้ป้องกันรักษาให้อยู่บนปราสาทชั้นสูงสุด มิให้คบหากับบุคคลภายนอก จึงเป็นเหตุให้นางมีความใกล้ชิดกับคนรับใช้ ซึ่งเป็นชายหนุ่มในเรือนของตนจนได้เสียเป็นสามีภรรยากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาทั้งสองกลัวว่าบิดามารดาและคนอื่นจะล่วงรู้การกระทำของตน จึงพากันหนีออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอื่นที่ไม่มีคนรู้จัก อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาจนภรรยาตั้งครรภ์ เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ใกล้คลอด ได้ปรึกษากับสามีว่า ถึงอย่างไร พ่อแม่ก็คงไม่ทำอันตรายลูกของตนได้ ดังนั้น ขอให้ท่านช่วยพาดิฉันกลับไปคลอดที่บ้านเดิมด้วยเถิด การคลอดในที่ห่างไกลพ่อแม่นั้นไม่ค่อยจะปลอดภัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายสามีเกรงว่าบิดามารดาของภรรยาจะลงโทษจึงไม่กล้าพาไป และได้พยายามพูดบ่ายเบี่ยงผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อย ๆ จนภรรยาเห็นท่าไม่ได้การ เมื่อสามีออกไปทำงานข้างนอกจึงหนีออกจากบ้าน เดินทางมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของตนเอง แต่ครรภ์ของนางได้รับการกระทบกระเทือนจึงคลอดบุตรในระหว่าทาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อสามีตามไปทันและได้พบว่าภรรยาคลอดบุตรระหว่างทางเรียบร้อยแล้ว     และแม่ลูกทั้งสองก็แข็งแรงปลอดภัยดี กิจที่จะไปคลอดลูกยังบ้านเกิดของตน นั้นก็เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงพากันกลับสู่บ้านของตน และได้ตั้งชื่อกุมารนั้นว่า “ปันถก” เพราะว่าเกิดในระหว่างหนทาง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นต่อมา นางได้ตั้งครรภ์เป็นครั้งที่สอง และเหตุการณ์ก็เป็นเหมือนครั้งแรก นางได้คลอดลูกระหว่างทางอีก และตั้งชื่อให้ว่า “ปันถก” เหมือนคนแรกแต่เพิ่มคำว่า มหา ให้คนพี่ เรียกว่า “มหาปันถก” และเพิ่มคำว่า จุล ให้คนน้องเรียกว่า “จุลปันถก”  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสามีภรรยานั้นได้ช่วยกันเลี้ยงดูลูกทั้งสอง อยู่ครองรักกันมานาน จนกระทั่งลูกเจริญเติบโตขึ้น ได้วิ่งเล่นกับเด็กเพื่อน ๆ กัน ได้ฟังเด็กคนอื่น ๆ เรียกญาติผู้ใหญ่ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ส่วนของตนไม่มีคนเหล่านั้นให้เรียกเลย จึงซักไซ้ถามจากบิดามารดาอยู่บ่อย ๆ จนทราบว่าญาติผู้ใหญ่ของตนนั้นอยู่ที่เมืองราชคฤห์ จึงรบเร้าให้บิดามารดาไปพบท่านเหล่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนในที่สุดบิดามารดาอดทนต่อการรบเร้าไม่ไหว จึงตัดสินใจพาลูกทั้งสองไปพบ ตา ยาย ที่เมืองราชคฤห์ เมื่อเดินทางมาถึงเมืองราชคฤห์แล้ว ได้พักอยู่ที่ศาลาหน้าประตูเมืองไม่กล้าที่จะเข้าไปหาบิดามารดาในทันที เมื่อพบคนรู้จักจึงสั่งความให้ไปบอกแก่เศรษฐีว่า ขณะนี้ลูกสาวของท่านพาหลานชายสองคนมาเยี่ยม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายเศรษฐียังมีความแค้นเคืองอยู่ จึงบอกแก่คนที่มาส่งข่าวว่า สองผัวเมียนั้น อย่ามาให้เห็นหน้าเลย ถ้าอยากได้ทรัพย์สินเงินทอง ก็จงเอาไปเลี้ยงชีพเถิด แต่ขอให้ส่งหลานชายทั้งสองคนมาให้ก็แล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สองสามีภรรยานั้น รับทรัพย์สินเงินทองไปเลี้ยงชีวิตแล้วส่งลูกชายทั้งสองคนให้มาอยู่กับเศรษฐีผู้เป็นตา  ฝ่ายเศรษฐีก็เลี้ยงดูหลาน ๆ ด้วยความรักใคร่ พาไปฟังพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาที่วัดเวฬุวันเป็นประจำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ถึงอย่างไร หลานทั้งสองก็สร้างความลำบากใจแก่เศรษฐีผู้เป็นตาอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อมีคนถามว่า หลานชายทั้งสองคนนี้เป็นบุตรของลูกสาวคนไหนของท่าน ก็รู้สึกละอายที่จะตอบ เป็นบุตรของลูกสาวคนที่หนีตามชายหนุ่มไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น เมื่อต่อมา มหาปันถกะ หลานคนโตเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา กล่าวขออนุญาตเพื่อบรรพชาเป็นสามเณร คุณตาผู้เศรษฐีจึงรีบอนุญาตด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พาไปบวชเป็นสามเณร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเป็นสามเณรจนอายุครบ ๒๐ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ท่านพยายามบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลสทั้งปวง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหาปันถก เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้ช่วยกิจการพระศาสนาเป็นกำลังช่วยงานพระบรมศาสดา ตามกำลังความสามารถ พระบรมศาสดา ได้ทรงมอบหมายให้ท่านรับหน้าที่ “ภัตตุทเทศก์” ผู้แจกจ่ายภัตตาหารและกิจนิมนต์ ตามบ้านทายกทายิกา และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เพื่อให้ภิกษุสงฆ์ได้รับลาภสักการะโดยทั่วถึงกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยยุติธรรม จนเป็นที่พอใจของบรรดาเพื่อนสหธรรมิก และทายกทายิกาอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ท่านได้รับความสุขจากการหลุดพ้นสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงแล้ว ท่านได้ระลึกถึงน้องชายของท่าน ต้องการที่จะให้น้องชายได้รับความสุขเช่นเดียวกับตนบ้าง จึงไปขออนุญาตจากคุณตาแล้วพาจุลปันถกะ ผู้เป็นน้องชายมาบวชเป็นศาสนทายาทอีกคนหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระมหาปันถกะ เป็นผู้มีความชำนาญในการเจริญวิปัสสนา จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในปัญญาวิวัฏฏะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAPANTHAKA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4707127864350487206?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4707127864350487206/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4707127864350487206' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4707127864350487206'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4707127864350487206'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9862.html' title='พระมหาปันถกเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-4939631127678990113</id><published>2007-09-17T21:47:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:47:31.508-07:00</updated><title type='text'>พระเมฆิยเถระ</title><content type='html'>ท่านพระเมฆิยเถระ หาหลักฐานในด้านชาติภูมิยังไม่พบ มีหลักฐานแต่ในช่วงที่ท่านได้อุปสมบทแล้ว ซึ่งท่านได้เคยเป็นผู้อุปัฏฐากพระบรมศาสดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีในเรื่องอุทาน มีความว่า ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ จาลิกบรรพต ในกรุงจาลิกา ที่ท่านพระเมฆิยะเป็นอุปัฏฐาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่งท่านพระเมฆิยะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลลาพระองค์เข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม เมื่อได้รับพระพุทธานุญาตแล้ว เวลารุ่งเช้าได้เข้าไปบิณฑบาตในบ้านนั้น เมื่อเวลากลับจากบิณฑบาตเดินมาตามริมฝั่งแม่น้ำกิมิกาฬา ได้เห็นสวนมะม่วงมีอากาศร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ใคร่จะกลับมาทำความเพียรที่สวนนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกลับมาแล้วจึงเข้าไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสห้ามว่า ดูก่อนเมฆิยะ เธอจงรอก่อน ดังนี้ถึง ๓ ครั้ง ท่านพระเมฆิยะไม่เชื่อพัง กราบทูลลาแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระองค์แล้วหลีกไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในสวนมะม่วงนั้น แต่หาได้สำเร็จมรรคผลอันใดสมตามความประสงค์ไม่ เพราะถูกวิตกสาม(กามวิตก,พยาบาทวิตก,วิหิงสาวิตก)เข้าครอบงำ จึงกลับมาเฝ้ากราบทูลเนื้อความนั้นให้พระองค์ทรงทราบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์จึงตรัสสอนวิธีระงับวิตกสามประการนั้น โดยชั้นต้น ตรัสสอนให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการคือ ๑. เป็นผู้มีกัลยาณมิตร ๒. เป็นผู้มีศีลสำรวมในพระปาฏิโมกข์ ๓. เป็นผู้พูดวาจาเป็นสุภาษิต (วาจาที่ขัดเกลา คือพูดแล้วไม่นำมาซึ่งโทษ มีแต่จะนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว) ๔. เป็นผู้มีความเพียรบากบั่น ๕. เป็นผู้มีปัญญา และตรัสให้เจริญธรรมอีก ๔ อย่าง คือ อสุภะ เพื่อจะได้ละซึ่งราคะ, เมตตา เพื่อจะได้ละพยาบาท, อานาปานสติ เพื่อจะได้ตัดเสียซึ่งวิตก และอนิจจสัญญา เพื่อจะได้ถอนขึ้นเสียซึ่งอัสมิมานะ   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระเมฆิยะตั้งอยู่ในโอวาทที่พระบรมศาสดาทรงตรัสสั่งสอนไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญเพียร ก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคล นับเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง.&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MEGHIYA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-4939631127678990113?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/4939631127678990113/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=4939631127678990113' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4939631127678990113'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/4939631127678990113'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_8935.html' title='พระเมฆิยเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-5363543635553090708</id><published>2007-09-17T21:46:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:46:11.054-07:00</updated><title type='text'>พระเมตตคูเถระ</title><content type='html'>ท่านพระเมตตคูเถระ เป็นบุตรพราหมณ์ในนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปมอบตัวยอมตนเป็นศิษย์พราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นกาลต่อมาพราหมณ์พาวรี ออกบวชเป็นชฎิล ประพฤติพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและเมืองอาฬกะต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพออกบวชติดตามไปศึกษาศิลปวิทยาอยู่ด้วย และนับเข้าเป็นมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรี ได้ผูกปัญหาให้ไปทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพทูลถามปัญหาเป็นคนที่สี่ว่า&lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลถาม ทราบมาว่า พระองค์ถึงที่สุดจบไตรเพท มีจิตอันได้อบรมดีแล้ว ทุกข์ในโลกหลายประการล้วนมีเหตุมาแต่อะไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดามีดำรัสตอบว่า ท่านถามเราถึงเหตุเกิดแห่งทุกข์ เราจะบอกแก่ท่านตามรู้เห็น ทุกข์ในโลกนี้มี อุปธิ คือกรรม และ กิเลส เป็นเหตุ ล้วนเกิดมาก่อนแต่อุปธิ ผู้ใดเป็นคนเขลา ไม่รู้แล้วกระทำอุปธินั้นให้เกิดขึ้น ผู้นั้นย่อมถึงทุกข์เนือง ๆ เหตุนั้น เมื่อรู้เหตุว่า อุปธิเป็นตัวให้เหตุเกิดแล้ว อย่ากระทำให้อุปธินั้นเกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพ  :  ข้าพระพุทธเจ้าทูลถามข้อใด ก็ทรงแก้ข้อนั้น ประทานแก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอถามข้ออื่นอีก ขอเชิญพระองค์ทรงแก้อย่างไร ผู้มีปัญญาจึงข้ามพ้นห้วงทะเลใหญ่ คือ ชาติชรา และ โศกพิไรรำพันได้ ขอพระองค์จงทรงแก้ข้อนั้นประทานแก่ข้าพระพุทธเจ้า เพราะว่าธรรมนั้นพระองค์ก็ทรงทราบแล้ว?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า  :  เราจักแสดงธรรมที่จะพึงเห็นแจ้งด้วยตนเอง อัตภาพนี้ไม่ต้องพิศวงตามคำของผู้อื่นว่า คือ อย่างนี้ๆ ที่บุคคลได้ทราบแล้วจะเป็นผู้มีสติ ดำเนินข้ามความอยากอันให้ติดอยู่ในโลกเสียได้ แก่ท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพ :  ข้าพระพุทธเจ้ายินดีธรรมที่สูงสุดนั้นเป็นอย่างยิ่ง?&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า :  ท่านรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ในส่วนเบื้องบน (คือ อนาคต) ในส่วนเบื้องต่ำ (คือ อดีต) ในส่วนท่ามกลาง (คือ ปัจจุบัน) จงบรรเทาความเพลิดเพลิน ความยึดมั่นในส่วนเหล่านั้นเสีย วิญญาณของท่านจะไม่ตั้งอยู่ในภพ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่เลินเล่อ ได้ทราบแล้ว ละความถือมั่น ว่าเป็นของเราเสียได้แล้ว จะละทุกข์ คือ ชาติชรา และโศกพิไรรำพันในโลกนี้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมตตคูมาณพ  : ข้าพระพุทธเจ้า ชอบพระวาจาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ธรรมอันไม่มีอุปธิ พระองค์ทรงแสดงชอบแล้ว พระองค์คงละทุกข์ได้แน่แล้ว แม้ท่านผู้รู้ ที่พระองค์ทรงสั่งสอนอยู่เป็นนิตย์ไม่หยุดหย่อน  คงละทุกข์นั้นได้ด้วยเป็นแน่ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้มาถวายบังคมพระองค์ ด้วยตั้งใจจะให้ทรงสั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าเป็นนิตย์ไม่หยุดหย่อน เหมือนอย่างนั้นบ้าง?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระพุทธเจ้า :  ท่านรู้ว่าผู้ใดเป็นพราหมณ์ ถึงที่สุดจบไตรเพท ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ ผู้นั้นแลข้ามพ้นเหตุแห่งทุกข์ได้ ดุจห้วงทะเลอันใหญ่นี้ได้แน่แล้ว ครั้นข้ามถึงฝั่งแล้ว เป็นคนไม่มีกิเลสอันตรึงจิต สิ้นความสงสัย ผู้นั้นครั้นรู้แล้ว ถึงที่สุดจบไตรเพทในศาสนานี้ละธรรมที่เป็นเหตุติดข้องอยู่ในภพน้อยภพใหญ่เสียได้แล้ว เป็นคนมีความอยากสิ้นแล้วไม่มีกิเลสอันจะกระทบจิต หาความอยากทะเยอทะยานมิได้ เรากล่าวว่าผู้นั้นแลข้ามพ้นชาติชราได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการแก้ปัญหา เมตตคูมาณพ ก็ได้สำเร็จพระอรหัตผล เมื่อจบโสฬสปัญหาพยากรณ์แล้ว เมตตคูมาณพพร้อมด้วยมาณพอีกสิบห้าคน ทูลขออุปสมบท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  METTAGU  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-5363543635553090708?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/5363543635553090708/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=5363543635553090708' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5363543635553090708'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/5363543635553090708'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_9114.html' title='พระเมตตคูเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7023620156728521901</id><published>2007-09-17T21:43:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:43:50.357-07:00</updated><title type='text'>พระมหาโมคคัลลานเถระ</title><content type='html'>ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ  กระทำอธิการความดีมาควบคู่กับพระสารีบุตร  โดยในอดีตกาล ในที่สุดหนึ่งอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า  ท่านพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล  โดยมีชื่อว่า สิริวัฑฒนกุฎุมพี  ท่านพระสารีบุตรบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล มีชื่อว่า สรทมาณพ  คนทั้งสองเป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน  เมื่อสรทมาณพปรารถนาเป็นอัครสาวกปฐมอัครสาวก  สิริวัฑฒนกุมภีก็ได้ตั้งความปรารถนาตำแหน่งทุติยอัครสาวกบ้าง  ทั้งสองกระทำกุศลตลอดชั่วอายุ  สิริวัฑฒกุฎุมภีบังเกิดในกามาวจรเทวโลก   ส่วนสรทมาณพเจริญพรหมวิหาร  ๔  แล้วบังเกิดในพรหมโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้  ท่านพระโมคคัลลานเถระ มาบังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นนายบ้าน ชื่อว่า โกลิตะ มารดาชื่อว่านางโมคคัลลี เดิมท่านชื่อว่า โกลิตะ ตามสกุลแห่งบิดา อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกตามความที่เป็นบุตรนางโมคคัลลีว่า โมคคัลลานะ ท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พวกภิกษุสงฆ์เรียกท่านว่า โมคคัลลานะทั้งนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านเกิดในตำบลบ้านไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์ ได้เป็นสหายที่รักใคร่กันกับอุปติสสมาณพ มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เพราะตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายติดต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และเป็นตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และบริวารเสมอกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้วได้เล่าเรียนศิลปะด้วยกัน แม้จะไปไหนหรือทำอะไรก็ไปและทำด้วยกัน จนกระทั่งเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ก็บวชพร้อมกัน ต่างกันแต่ ได้ดวงตาเห็นธรรม(เป็นโสดาบัน)ครั้งแรกคนละคราว (อ่านเพิ่มเติมในในประวัติของพระสารีบุตรเถระ) ในที่นี้จะกล่าวตั้งแต่อุปสมบท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำเดิมแต่ท่านได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยได้ ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วงอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จไปที่นั้น ทรงสั่งสอนและแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วง มีประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑.     โมคคัลลานะ เมื่อท่านมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มาก&lt;br /&gt;๒.    ท่านควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้ว ด้วยใจของท่านเอง&lt;br /&gt;๓.    ท่านควรสาธยายธรรมตามที่ตัวได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้วโดยพิสดาร&lt;br /&gt;๔.    ท่านควรยอนหูทั้งสองข้าง และลูบด้วยฝ่ามือ&lt;br /&gt;๕.    ท่านควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตรฤกษ์&lt;br /&gt;๖.     ท่านควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด&lt;br /&gt;๗.    ท่านควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายว่า จักเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอกฯ&lt;br /&gt;๘.    ท่านควรสำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจ พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นตรัสสอนอุบายสำหรับระงับความง่วงอย่างนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้สำเหนียกในใจอีกต่อไปว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล เราจักไม่พูดคำซึ่งเป็นเหตุให้เถียงกัน เข้าใจผิดต่อกัน และตรัสสอนให้ยินดีด้วยที่นอนที่นั่งอันเงียบสงัด และควรเป็นที่อยู่ตามสำพังสมณวิสัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อตรัสสอนอย่างนี้แล้ว พระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า โดยย่อข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วนเกษมจากโยคธรรม เป็นพรหมจารีบุคคลยิ่งกว่าผู้อื่นที่มีสุดดีกว่าผู้อื่น ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรัสตอบว่า โมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับแล้วว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น เธอทราบชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันวิเศษ ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงได้ เธอได้ประสบเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณาเห็นด้วยปัญญา เป็นเครื่องหน่าย เป็นเครื่องดับ เป็นเครื่องสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งอะไร ๆ ในโลก ไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้ด้วยตนเอง และทราบชัดว่า ชาตินี้สิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จำจะต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะทำอย่างนี้อีกมิได้มีว่าโดยย่อ ข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้ว ในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระโมคคัลลานะ ปฏิบัติตามโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในวันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพระโมคคัลลานะ ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดา ในอันยังกิจที่พระบรมศาสดาทรงดำริไว้ให้สำเร็จ เพราะท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ (อิทธิมนฺตานํ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และทรงยกย่องว่าเป็นคู่กันกับพระสารีบุตร ในอันอุปการะภิกษุผู้เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้วในประวัติท่านพระสารีบุตรว่า สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ยังบุตรให้เกิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว  กล่าวคือ สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระธรรมเทศนาของพระโมคคัลลานะไม่ค่อยจะมี ที่เป็นโอวาทให้แก่ภิกษุสงฆ์ก็มีเพียงแต่ อนุมานสูตร ซึ่งว่าด้วยธรรมอันทำให้คนเป็นผู้ว่ายากหรือว่าง่าย  &lt;br /&gt;  &lt;br /&gt;และท่านพระโมคคัลลานะนั้นชำนาญในการนวกรรม(การก่อสร้าง)ด้วย  ดังจะเห็นได้จาก เมื่อนางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถี พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมาธิฏฐายี คือ ผู้ควบคุมการก่อสร้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระโมคคัลลานะ ปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านพำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา แคว้นมคธ พวกเดียรถีย์ปรึกษากันว่า บรรดาลาภสักการะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระบรมศาสดาในครั้งนั้น ด้วยอาศัยพระโมคคัลลานะ เพราะท่านสามารถไปนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใส ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิของพวกเราก็จะรุ่งเรืองขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้ว จึงจ้างโจรผู้ร้ายให้ลอบฆ่าพระโมคคัลลานะ  เมื่อโจรมา ท่านพระโมคคัลลานะทราบ จึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่า กรรมตามทันจึงไม่หนี พวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนร่างกายท่านแหลก ก็สำคัญว่าตายแล้ว จึงนำร่างกายของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่มรณะ เยียวยาอัตภาพให้หายด้วยกำลังญาณ แล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ทูลลากลับมาปรินิพพาน ณ ที่เดิมในวันดับเดือน ๑๒ ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง (๑๕ วัน) พระศาสดาได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้วรับสั่งให้นำอัฐิธาตุมาก่อนพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนาราม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MAHAMOGGALLANA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7023620156728521901?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7023620156728521901/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7023620156728521901' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7023620156728521901'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7023620156728521901'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_3004.html' title='พระมหาโมคคัลลานเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-9003054235373656550</id><published>2007-09-17T21:40:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:40:30.862-07:00</updated><title type='text'>พระโมฆราชเถระ</title><content type='html'>พระโมฆราชเถระ&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;ท่านพระโมฆราชเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ  ถือปฏิสนธิในครอบครัวหนึ่ง ในกรุงหัสวดี   ต่อมากำลังฟังธรรมกถาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง  เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ทรงจีวรปอน  ก็ทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  ปรารถนาตำแหน่งนั้น  ท่านทำกุศลตลอดชีวิต  เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสมัยก่อนแต่พระกัสสปพุทธเจ้าอุบัติขึ้น  ท่านถือปฏิสนธิในเรือนอำมาตย์  ในนครกัฏฐวาหนะ  ต่อมาเจริญวัย  เฝ้าบำรุงพระเจ้ากัฏฐวาหนะ  ก็ได้ตำแหน่งอำมาตย์   เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาแล้ว  พระเจ้ากัฏฐวาหนะทรงสดับว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก  จึงส่งท่านซึ่งเป็นอำมาตย์นั้นไปนิมนต์พระศาสดามายังแว่นแคว้นของพระองค์  แต่ท่านไปฟังธรรมกถาของพระศาสดาแล้วก็บวช  ได้กระทำสมณธรรมอยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี  ท่านมีศีลบริบูรณ์ เมื่อมรณภาพ  แล้วเวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและพรหมโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้   ท่านพระโมฆราชเถระ  มาบังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ในพระนครสาวัตถี เมื่อเจริญวัยแล้ว ได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล เพื่อศึกษาศิลปวิทยาตามประเพณีพราหมณ์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นพราหมณ์พาวรีมีความเบื่อหน่ายในฆราวาส ได้ทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศล ออกจากตำแหน่งปุโรหิต ออกบวชเป็นชฎิล บำเพ็ญพรตตามลัทธิของพราหมณ์ ตั้งอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ที่พรมแดนแห่งเมืองอัสสกะและอาฬกะต่อกัน เป็นอาจารย์ใหญ่บอกไตรเพทแก่หมู่ศิษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โมฆราชมาณพพร้อมกับมาณพสิบห้าคนออกออกบวชติดตามไปอยู่ด้วย และอยู่ในมาณพ ๑๖ คน ที่พราหมณ์พาวรีได้ผูกปัญหาให้ไปกราบทูลถามพระบรมศาสดา ที่ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โมฆราชมาณพ ต้องการจะทูลถามปัญหาเป็นคนที่สอง เพราะถือว่าตนเองเป็นคนมีปัญญาดีกว่ามาณพทั้งสิบหกคน คิดจะทูลถามปัญหาก่อน แต่เห็นว่าอชิตมาณพเป็นผู้ใหญ่กว่าและเป็นหัวหน้า จึงยอมให้ทูลถามปัญหาก่อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาจึงตรัสห้ามว่า โมฆราช ท่านรอให้มาณพอื่นได้ทูลถามปัญหาก่อนเถิด โมฆราชก็หยุดอยู่ แต่หลังจากที่มาณพคนอื่น ๆ ได้ทูลถามปัญหาเป็นลำดับ ๆ กันถึงแปดคนแล้ว โมฆราชมาณพปรารภจะทูลถามปัญหาเป็นคนที่เก้าอีก พระบรมศาสดาก็ทรงห้ามไว้ โมฆราชก็เลยต้องนิ่งอยู่ รอให้มาณพอื่นทูลถามถึงสิบสี่คนแล้ว จึงทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบห้าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพระพุทธเจ้า ได้ทูลถามปัญหาถึงสองครั้งแล้ว พระองค์ไม่ทรงแก้ประทานแก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าได้ยินว่า ถ้าทูลถามถึงสามครั้งแล้วพระองค์จะทรงแก้ จึงได้ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สิบห้าว่า โลกนี้ก็ดี โลกอื่นก็ดี พรหมโลกกับเทวโลกก็ดี ย่อมไม่ทราบความเห็นของพระองค์ เหตุฉะนี้ จึงมีปัญหาถึงพระองค์ผู้ทรงพระปรีชา เห็นล่วงสามัญชนทั้งปวงอย่างนี้ ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราช (ความตาย) จึงไม่แลเห็น คือจะตามไม่ทัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงตอบว่า ท่านจงเป็นคนมีสติพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่า ตัวของเราเสียทุกเมื่อเถิด ท่านจะพ้นจากมัจจุราชได้ด้วยอุบายอย่างนี้ ท่านพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้แล มัจจุราชจะไม่แลเห็น       &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดแห่งการปุจฉา-วิสัชนาปัญหา โมฆราชมาณพได้บรรลุพระอรหัตผล  เมื่อพระบรมศาสดา ทรงตอบปัญหาที่ปิงคิยมาณพถามจบลงแล้ว โมฆราชมาณพมาณพพร้อมด้วยมาณพสิบห้าคนทูลขออุปสมบทในพระธรรมวินัย พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านพระโมฆราชเมื่อได้อุปสมบทแล้ว ท่านยินดีในผ้าบังสุกุลจีวรที่ประกอบด้วยความเศร้าหมอง ๓ อย่าง  คือ เศร้าหมองด้วยผ้า  เศร้าหมองด้วยด้าย  เศร้าหมองด้วยเครื่องย้อม   ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง(ลูขจีวรธรานํ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  MOGHARAJA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-9003054235373656550?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/9003054235373656550/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=9003054235373656550' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/9003054235373656550'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/9003054235373656550'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_6692.html' title='พระโมฆราชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-1386020301967156204</id><published>2007-09-17T21:37:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:37:54.435-07:00</updated><title type='text'>พระยสเถระ</title><content type='html'>ท่านพระยสเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธะ  ท่านได้เป็นนาคราชผู้มีอานุภาพมาก  ได้นำภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปยังภพของตนแล้วได้ถวายมหาทาน  ได้ถวายจีวรที่มีค่ามากให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอง  ได้ถวายผ้าคู่  และเครื่องบริขารทั้งปวงอันมีค่ามากแด่พระภิกษุรูปละคู่   &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยบุญกรรมอันนั้น  ท่านได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก  ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ  ได้เกิดเป็นบุตรเศรษฐี  นำเอารัตนะ  ๗ ประการมาบูชารอบต้นมหาโพธิ์  ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ  ได้บวชแล้วในนพระศาสนา  ได้บำเพ็ญสมณธรรม  ด้วยความประพฤติอย่างนี้  ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเฉพาะแต่สุคติอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระยสเถระ เป็นบุตรเศรษฐี ในพระนครพาราณสี  มีเรือนสามหลัง เป็นที่อยู่ในฤดูทั้งสาม  ช่วงนั้นเป็นฤดูฝน ยสกุลบุตรอยู่ในปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝน มีสตรีประโคมดนตรีบำรุงบำเรออยู่ ไม่มีบุรุษเจือปน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคืนหนึ่งยสกุลบุตรนอนหลับก่อน บริวารหลับทีหลัง แสงไฟยังเปิดสว่างอยู่ ยสกุลบุตรยื่นขึ้นตอนใกล้รุ่ง เห็นบริวารนอนหลับมีอาการวิกลต่าง ๆ ไม่เป็นที่น่าพอใจ ปรากฏแก่ยสกุลบุตรดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว เกิดความสลดใจเบื่อหน่ายจึงเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” สวมรองเท้าออกประตูไป แล้วออกประตูเมืองเดินทางที่ไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในเวลานั้นจวนใกล้รุ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรเปล่งอุทานเดินใกล้เข้ามา จึงตรัสเรียกว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญมาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน” ยสกุลบุตรได้ยินอย่างนั้นแล้ว จึงถอดรองเท้าเดินเข้าไปถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระศาสดาตรัสเทศนา อนุปุพพิกถา(ทานกถา,สีลกถา,สัคคกถา, กามทีนวกถา,เนกขัมมานิสังสกถา)ฟอกจิตใจยสกุลบุตรให้ห่างไกลจากความยินดีในกามแล้ว ในที่สุดทรงแสดง อริยสัจ ๔(ทุกข์, สมุทัย,นิโรธ, มรรค) ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมพิเศษ ณ ที่นั้นเอง ภายหลังพิจารณาภูมิธรรมที่ตนเห็นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เป็นพระอรหันต์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายมารดาของยสกุลบุตร พอรุ่งเช้า ขึ้นไปเรือนไม่เห็นลูก จึงบอกแก่เศรษฐีผู้เป็นสามีให้ทราบ เศรษฐีใช้ให้คนไปตามหาในทิศทั้งสี่ ส่วนตนเองก็เที่ยวออกหาด้วย บังเอิญไปในทางที่จะไปยังอิสิปตนมฤคทายวัน ได้เห็นรองเท้าของลูกวางอยู่ ณ ที่นั้น จึงตามไป เมื่อเศรษฐีเข้าไปถึงแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาตรัสเทศนา อนุปุพพิกถา และ อริยสัจ ๔ ในที่สุดเทศนาเศรษฐีได้ดวงตาเห็นธรรม ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาแล้วแสดงตนเป็นอุบาสกว่า “ข้าพระพุทธเจ้าขอถึงพระองค์, พระธรรม, และพระภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นที่ระลึกตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐีนั้นได้เป็นอุบาสก อ้างเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศรษฐีผู้เป็นบิดายังไม่ทราบว่ายสกุลบุตรสิ้นอาสวะเป็นพระอรหันต์แล้ว จึงขอให้กลับไป เพื่อให้ชีวิตแก่มารดา เพราะมารดาโศกเศร้าพิไรรำพันมาก เมื่อทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่ควรที่จะกลับไปครอบครองเรือนบริโภคกามคุณเหมือนแต่ก่อน จึงทูลอาราธนาสมเด็จพระบรมศาสดากับยสะเป็นปัจฉาสมณะ(ผู้ติดตาม)ตามเสด็จรับบิณฑบาตในเวลาเช้า พระองค์ทรงรับด้วยพระอาการนิ่งอยู่ เศรษฐีทราบว่าทรงรับจึงลุกขึ้นจากที่นั่งถวายอภิวาท กระทำประทักษิณ แล้วหลีกไป เมื่อเศรษฐีหลีกไปแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยสกุลบุตรทูลขออุปสมบท พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยพระวาจาว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด” ในที่นี้ไม่ตรัสว่า เพื่อจะทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ  เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดทุกข์ คือ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นเวลารุ่งเช้าวันนั้น พระบรมศาสดามีพระยสะเป็นปัจฉาสมณะ(ผู้ติดตาม)ตามเสด็จไปรับบิณฑบาตในเรือนเศรษฐี ได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา และอรัยสัจ ๔ แก่สตรีทั้งสอง คือมารดา และ ภรรยาเก่าของพระยสะ ให้สตรีทั้งสองนั้นได้เห็นธรรมแล้ว แสดงตนเป็นอุบาสิกาถึงพระรัตนตรัยเป็นที่ระลึก  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สตรีทั้งสองนั้นได้เป็นอุบาสิกาเกิดขึ้นในโลกก่อนกว่าหญิงอื่น ครั้นเสร็จภัตกิจ ตรัสเทศนาสั่งสองชนทั้งสามแล้ว เสด็จกลับไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้ามาบวชในพระศาสนาของพระยสเถระะ นับว่าอำนวยประโยชน์สุขให้แก่ชนเป็นอันมาก เพราะท่านมิได้อุปสมบทแต่เพียงองค์เดียวแต่ยังเป็นเหตุชักจูงผู้อื่นเข้ามาอุปสมบทด้วย เช่นสหายของท่านอีก ๕๔ คน ที่ได้เข้ามาอุปสมบทในพระศาสนาก็เพราะอาศัยท่าน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้ช่วยพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนาตอนปฐมโพธิกาลอีกองค์หนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า   YASA   THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-1386020301967156204?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/1386020301967156204/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=1386020301967156204' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1386020301967156204'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/1386020301967156204'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_5782.html' title='พระยสเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-7164342900030488056</id><published>2007-09-17T21:34:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:34:46.023-07:00</updated><title type='text'>พระยโสชเถระ</title><content type='html'>ท่านพระยโสชเถระ เกิดในตระกูลชาวประมงในพระนครสาวัตถี บิดาของท่านเป็นหัวหน้าของชาวประมง ๕๐๐ ตระกูล เดิมท่านชื่อว่า “ยโสชะ” &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ท่านคลอดจากครรภ์มารดานั้น บรรดาภรรยาชาวประมง ๕๐๐ คน ก็คลอดบุตรออกมาเป็นชายพร้อมกันในวันเดียวกัน ใช่แต่เท่านั้น ท่านกล่าวว่าเมื่อปฏิสนธิลงสู่ครรภ์มารดาก็พร้อมกันด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุนั้น เมื่อหัวหน้าชาวประมงผู้เป็นบิดาของยโสชะ ทราบว่าเด็กในบ้านนั้นเกิดพร้อมกันในวันเดียวกันกับบุตรของตน จึงให้เครื่องบำรุงเลี้ยงมีค่าน้ำนมเป็นต้นแก่เด็กเหล่านั้น ด้วยประสงค์ว่า ต่อไปจะได้เป็นสหายแห่งลูกชายตน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กเหล่านั้นทั้งหมดได้เป็นสหายเล่นฝุ่นด้วยกัน ค่อยเจริญขึ้นโดยลำดับ ลูกชายหัวหน้าชาวประมงได้เป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กเหล่านั้น โดยยศ และโดยเดช เมื่อเจริญวัยขึ้นแล้วได้เป็นสหายจับปลาด้วยกัน และมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันหนึ่งพวกสหายเหล่านั้นพากันถือแหไปเพื่อจะจับปลา พากันทอดแหในแม่น้ำอจิรวดี ได้ปลาทองใหญ่ตัวหนึ่ง แต่มีกลิ่นปากเหม็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพวกชาวประมงทั้งหมดได้เห็นแล้วพากันส่งเสียงขึ้นด้วยความดีใจ ปรึกษากันว่า บุตรของพวกเราจับได้ปลาทองตัวใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินคงจะโปรดปรานพระราชทานรางวัลให้ สหายเหล่านั้นทั้งหมดจับปลาใส่ในเรือนำไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อให้พระองค์ทรงทอดพระเนตร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรแล้ว ทรงดำริว่า พระบรมศาสดาคงจะทรงทราบเหตุที่ปลานี้เป็นทอง จึงรับสั่งให้คนหามปลานั้น แล้วเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พอถึงที่เฝ้าแล้วปลานั้นก็อ้าปากขึ้น กลิ่นเหม็นกลบทั่วพระนครทั้งหมด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงรับสั่งว่า ปลานี้เมื่อก่อนเคยเป็นภิกษุชื่อว่า กปิลเป็นพหุสูตมีบริวารมาก แต่ประพฤติย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ในพุทธศาสนากัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นรับสั่งดังนั้นแล้วจึงตรัสกปิลสูตร &lt;br /&gt;ในเวลาจบเทศนา บุตรชาวประมง ๕๐๐ คน มียโสชะเป็นหัวหน้าเกิดความเลื่อมใส จึงได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระบรมศาสดา ครั้นอุปสมบทแล้วก็หลีกไปอยู่ที่เงียบสงัดเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ในพระนครสาวัตถี ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูป มีท่านพระยโสชะเป็นหัวหน้า พากันมาเฝ้าพระองค์ ครั้นถึงแล้วได้คุยกันกับพวกภิกษุเจ้าถิ่นเสียงดังลั่น จนได้ยินถึงพระกรรณ พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า อานนท์ ภิกษุพวกไหนนั่นมาคุยกันเสียงดังลั่นเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระอานนท์กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้บอก ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาเฝ้า ตรัสถามอีก ท่านพระยโสชะกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ทรงประณามขับไล่ไม่ให้อยู่ในสำนักของพระองค์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกภิกษุเหล่านั้นพากันถวายบังคมกระทำประทักษิณ แล้วหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ บรรลุถึงฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา เขตแดนเมืองเวสาลี พากันทำกุฎิและบังด้วยใบไม้เข้าพรรษา ณ ที่นั้น อาศัยความไม่ประมาท อุตส่าห์บำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัตผลพร้อมกันทั้งหมดภายในพรรษานั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จจาริกมายัง กรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่กูฏาคารศาลาป่ามหาวัน ทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว จึงรับสั่งให้พระอานนท์มาเรียกพวกเธอมาเฝ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระอานนท์ได้ไปเรียกภิกษุเหล่านั้นให้มาเฝ้าตามรับสั่ง ครั้นถึงที่เฝ้าแล้ว ได้เห็นพระองค์นั่งเข้าอเนญชาสมาธิอยู่  พวกท่านรู้พากันนั่งเข้าอเนญชาสมาธิตาม ส่วนพระอานนท์เห็นพระบรมศาสดาประทับนิ่งอยู่ จึงทูลเตือนถึงสามครั้งว่าภิกษุอาคันตุกะมานั่งอยู่นานแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงตรัสบอกว่า อานนท์ ฉันและภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูปเหล่านี้ นั่งเข้าอเนญชาสมาธิอยู่ท่านพระยโสชะนั้น นับเข้าในพระสาวกผู้ใหญ่รูปหนึ่ง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ : ชื่อพระเถระเขียนเป็นอักษรโรมันว่า   YASOJA  THERA&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2361030038982265978-7164342900030488056?l=gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/feeds/7164342900030488056/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2361030038982265978&amp;postID=7164342900030488056' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7164342900030488056'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2361030038982265978/posts/default/7164342900030488056'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://gold58-disciplesofthebuddha.blogspot.com/2007/09/blog-post_373.html' title='พระยโสชเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2361030038982265978.post-8240695166829065046</id><published>2007-09-17T21:32:00.001-07:00</published><updated>2007-09-17T21:32:05.270-07:00</updated><title type='text'>พระรัฏฐปาลเถระ</title><content type='html'>ท่านพระรัฏฐปาลเถระ  ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ปทุมุตตระ  ท่านได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล  ในพระนครหังสวดี  ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้านั้นทรงอุบัติ  พอเจริญวัยแล้ว  บิดาล่วงลับดับชีวิตไป  ตนเองก็ดำรงเพศเป็นฆราวาสครองเรือน  ได้เห็นทรัพย์สมบัติ  ที่มีอยู่ในตระกูลวงศ์อันหาประมาณมิได้  ตามที่คนผู้รักษาเรือนคลังรัตนะมาแสดงให้ทราบแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จึงคิดว่า ปู่ย่า  ตายาย  เป็นต้นของเรา  ไม่อาจเพื่อจะถือเอากองทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ไปกับตนไปกับตนได้เลย  แต่เราควรที่จะถือเอาไปด้วยให้ได้  จึงได้ให้มหาทานแก่หมู่คนทั้งหลายมีคนกำพร้าเป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านได้บำรุงพระดาบสผู้ได้อภิญญารูปหนึ่ง  บุญนั้นจึงส่งให้ท่านเป็นใหญ่ในเทวโลก  ท่านบำเพ็ญบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตแล้ว  จุติจากอัตภาพนั้น  ได้ไปเกิดเป็นเทวดา  ครองเทวราชสมบัติในเทวโลกนั้น  ดำรงอยู่จนตลอดอายุ  จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระรัฏฐปาล เป็นบุตรของรัฏฐปาลเศรษฐี ผู้เป็นหัวหน้าในหมู่ชนชาวถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิตนิคม ได้ทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา จึงพากันมาเข้าไปเฝ้า บางพวกถวายบังคม บางพวกเป็นแต่พูดจาปราศรัย บางพวกเป็นแต่ประนมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อและโคตรของตน บางพวกนิ่งอยู่ ทุกหมู่นั้นพากันนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรแห่งหนึ่ง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาให้เกิดความเลื่อมใสแล้วทูลลากลับไป ส่วนรัฏฐปาละ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาแล้วเกิดความเลื่อมใสใคร่จะบวช พอพวกชาวนิคมนั้นกลับไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอบรรพชา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้นได้ทราบว่าพระบรมศาสดา ไม่ทรงบวชกุลบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต รัฏฐปาละก็พูดอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง มารดาบิดาไม่ยอม รัฏฐปาละเสียใจลงนอนไม่ลุกขึ้น อดอาหารเสียไม่กิน คิดว่าจักตายในที่นี้ หรือจักบวชเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารดาบิดาปลอบให้ล
